Monthly Archives: ตุลาคม 2015

การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ

DSC_0011

การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง : แนวทางการปฏิรูประบบการเงินฐานราก และร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชน พ.ศ. …. (เศรษฐกิจการเงินฐานราก)   

(สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ และสถานะตอนนี้คือ คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย มีมติเห็นชอบ อยู่ระหว่างรอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ก่อนจะส่งรายงานไปยังรองนายกรัฐมนตรี (สมคิด+วิษณุ))

การสัมภาษณ์ นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานอนุกรรมาธิการด้านการเงิน การคลัง

ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ

***********************************

“ร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชน จะช่วยยกระดับองค์กรการเงินระดับฐานรากของประเทศ

ให้เป็นสถาบันการเงินชุมชนที่มีความเชื่อมโยงกันเป็นโครงข่ายการเงินระดับฐานราก 

ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน”

เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีมติเห็นชอบกับรายงานแผนการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ โดยให้คณะกรรมาธิการฯ นำรายงานไปปรับปรุง ก่อนส่งรายงานพร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกฯ ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป  หลายคนอาจยังสงสัยและไม่เข้าใจว่า “ร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชน” คืออะไร และจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในประเทศได้อย่างไร วันนี้เราได้รับเกียรติจาก นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานอนุกรรมาธิการด้านการเงิน การคลัง ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ จะมาอธิบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจเรื่องดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

– ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงสภาพปัญหาและความเป็นมา หลักการและเหตุผลของ                    ร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชน พ.ศ. …. ว่ามีความเป็นมาอย่างไร

เนื่องจากองค์กรการเงินระดับฐานรากที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนมาก ยังให้บริการทางการเงินได้              ไม่ครบถ้วน ขาดความยั่งยืนในการดำเนินการ จากการเน้นการพึ่งพาตัวบุคคลเป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถดำเนินการต่อไปเมื่อต้องเปลี่ยนบุคคลผู้เป็นแกนนำขาดความมั่นคง จากข้อจำกัดด้านการจัดการ                ด้านการบริหารความเสี่ยง และด้านบัญชี อีกทั้งบางส่วนยังขาดสภาพความเป็นนิติบุคคล ทั้งในระดับภาพรวม ภาครัฐยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนระดับนโยบายเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง  ไม่สามารถบูรณาการ        การทำงานระหว่างหน่วยงานให้เกิดความสอดคล้อง ทั้งยังไม่ได้เข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้          การพัฒนาระบบการเงินระดับฐานรากของไทยในช่วงที่ผ่านมาขาดความคืบหน้า ประชาชนระดับฐานรากจำนวนมาก ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีคุณภาพอย่างครบถ้วน ต้องพึ่งพาแหล่งเงินนอกระบบ     และถูกเอาเปรียบ อีกทั้งองค์กรการเงินระดับฐานรากบางส่วน มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระดับ        ฐานราก  วางกรอบนโยบายและแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนสำหรับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมองค์กรการเงินระดับฐานรากของชุมชน ให้เข้มแข็งเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ รวมทั้ง       เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบการเงินระดับฐานรากของประเทศจึงจำเป็นต้องมี   ร่างพระราชบัญญัติการเงินฐานรากขึ้นมา  เพื่อให้ประชาชนระดับฐานรากสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง อันเป็นเป้าหมายสำคัญของภาครัฐ ที่จะช่วยสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันทางด้านการเงิน              แก่ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำโดยรวมของประเทศ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นปัญหาสำคัญ             ที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นในสังคมไทย อันเป็นสาเหตุของปัญหาต่างๆ ที่ประเทศประสบจนเกิดวิกฤติภายในประเทศ

แม้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐจะมีจำนวนมาก และมีขอบเขตการดำเนินงานที่ครอบคลุมประมาณร้อย ๗๔.๒ แต่ยังมีประชาชนจำนวนร้อยละ ๒๕.๘ ที่ยังเข้าไม่ถึงระบบธนาคารไทย ประชาชนบางส่วนต้องไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบ ชุมชนบางแห่งจึงได้มีการตั้งสถาบัน การออมประเภทต่างๆ ขึ้นมา เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ (ประชาชนเข้าถึงร้อยละ ๒.๔)  กองทุนหมู่บ้าน/กลุ่มออมทรัพย์ (ประชาชนเข้าถึงร้อยละ ๕.๒) และยังคงมีกลุ่มประชาชนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินใดๆ ร้อยละ ๑๘.๑  แต่ทั้งนี้ กลุ่มเหล่านี้ก็ยังมีปัญหาสำคัญของการเงินฐานราก ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ผู้บริหารขาดความรู้ทางการบริหารเงิน เนื่องจากผู้บริหารส่วนมากเป็นผู้นำชุมชน ซึ่งมีความสามารถสูง แต่ขาดความรู้ทางการบริหารเงิน  ขาดการบริหารจัดการเชิงระบบของหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้ไม่สามารถพัฒนาขึ้นสูงกว่าระดับปัจจุบันได้  บางแห่งมีปัญหาความมั่นคงทางการเงิน เน้นการกู้ยืมมากกว่าการออม ซึ่งทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเป็นเศรษฐกิจที่รั่ว           ไม่สามารถรักษาและสะสมความมั่งคั่งได้ นอกจากนี้สหกรณ์ออมทรัพย์และกลุ่มที่เป็นองค์กรการเงินฐานราก         ยังขาดกฎหมายรองรับ กองทุนหมู่บ้านส่วนมากไม่เป็นนิติบุคคล  และขาดการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ทำให้ขาดพลังในการให้บริการและการพัฒนา จึงจำเป็นต้องมีการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อยกระดับสถาบันการเงินชุมชนให้มีความเข้มแข็ง แต่ยังคงความสวยงามขององค์กรเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไป                  ร่างพระราชบัญญัตินี้จึงเปรียบเสมือนที่พึ่งพิงของสถาบันการเงินชุมชน 

– ร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชน พ.ศ. …. จะช่วยยกระดับสถาบันการเงินชุมชนอย่างไร         และประชาชนจะได้อะไรจากร่างพระราชบัญญัตินี้

ร่างพระราชบัญญัตินี้ เป็นไปเพื่อยกระดับองค์การการเงินระดับฐานรากของประเทศไทย โดยปรับกองทุน “เพื่อการกู้ยืม” เป็นกองทุน “เพื่อการออม” คัดสรรและยกระดับองค์กรการเงินระดับชุมชนประมาณ ๓,๕๐๐ – ๗,๐๐๐ แห่ง ใน ๕ – ๑๐ ปีข้างหน้า ให้เป็นสถาบันการเงินชุมชน โดยเน้นการพัฒนาสถาบันการเงินชุมชน และเชื่อมโยงกันเป็น “โครงข่ายสถาบันการเงินระดับฐานราก” ซึ่งจะเป็นหัวใจการยกระดับ  การเข้าถึงการบริการทางการเงินในระดับฐานรากของประชาชน ทั้งในชนบทและเมือง อันจะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป นอกจากนี้เพื่อยกระดับความสามารถในการบริหารการเงินของผู้บริการสถาบันการเงินในโครงข่าย จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินฐานราก เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ จัดทำแผนแม่บทบูรณาการการทำงานของภาคส่วนต่างๆ รับรองสถานะทางกฎหมาย และเป็นกรอบในการดำเนินงานของกองทุนการออมชุมชนระดับต่างๆ เพื่อให้มีกลไกในการพัฒนาระบบการเงินระดับฐานรากอย่างต่อเนื่องในระยะยาว มีกรอบการกำกับดูแลที่เหมาะสม อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับฐานราก ให้ได้รับบริการทางการเงินที่ดีขึ้นในระยะยาว               มีความมั่นคงในการฝากเงิน มีแหล่งเงินทุนในการประกอบการ ส่งเสริมให้องค์กรการเงินระดับฐานรากและชุมชน  มีความเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจในระดับฐานราก และยังสามารถป้องกันความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบการเงินระดับฐานรากของประเทศ นำไปสู่เศรษฐกิจที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ได้ในที่สุด

– ในขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว

หลังจากที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว และให้ทางคณะกรรมาธิการ นำมาปรับปรุงก่อนที่จะส่งให้ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนำส่งให้คณะรัฐมนตรีต่อไป ในส่วนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ           ด้านเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมาธิการการเงิน และการคลัง ก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีนายสมชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานคณะทำงาน และในคณะทำงานก็ประกอบด้วยผู้แทนจากหลายๆ หน่วยงาน เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กระทรวงการคลัง เป็นต้น  เพื่อดำเนินการศึกษาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้มีความครอบคลุมและสมบูรณ์มากที่สุด ก่อนที่จะส่งให้ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนำส่งให้คณะรัฐมนตรี จากนั้นคณะรัฐมนตรีจะส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา และเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อทำเป็นพระราชบัญญัติ          และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะเสนอต่อรัฐบาล    ได้ทันภายในช่วงสงกรานต์นี้อย่างแน่นอน

********************************

Share Button

การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน

DSC_0148

การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง : การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ 

(สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๙ และสถานะตอนนี้คือ นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว และมีดำริให้ส่งไปยังรองนายกรัฐมนตรีทั้ง ๖ คณะ และจะใช้กลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในการติดตาม)

ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ศาสตราจารย์พิเศษ ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และอดีตประธาน    อนุกรรมาธิการจัดทำกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้ร่วมผลักดันและขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เพื่อให้มีกลไกและกระบวนการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ โดยให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของชาติ

รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดและเป็นแม่บทในการปกครองประเทศ

ยุทธศาสตร์ชาติ คือ แผนที่การบินและหางเสือที่นำประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง  ยั่งยืน

ก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนากว่า ๖๐ ประเทศทั่วโลก หรือแม้แต่บางประเทศในแถบอาเซียน ล้วนมียุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้เป็นแผนหลัก           ในการบริหารประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติเปรียบเสมือนกรอบในการกำหนดทิศทาง และเป็นโรดแมปที่จะนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายตามที่ตั้งไว้ ประเทศไทยในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร         จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นแม่บทในการบริหารประเทศ เพื่อนำพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศที่มั่นคง ประชาชนมีความมั่งคั่ง  ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ เราบริหารราชการโดยใช้นโยบายต่างๆ ของแต่ละรัฐบาล ซึ่งแต่ละรัฐบาลก็มีนโยบายเป็นของตนเอง และบางรัฐบาลก็มีอายุไม่ถึง ๔ ปี ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน         จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเป็นแม่บทในการบริหารประเทศ               ร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดกลไกและกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ         เป็นแผนแม่บทหลักที่เป็นกรอบชี้นำการกำหนดนโยบายและแผนต่างๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการ การจัดสรรงบประมาณและการจัดสรรทรัพยากร ความมั่นคงทางการทหาร การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองท้องถิ่น การศึกษา เศรษฐกิจ สาธารณสุข สังคม วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ยุทธศาสตร์ชาติมีระยะเวลา ๒๐ ปี และให้ทบทวนทุก ๕ ปี หรือเมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อวัตถุประสงค์หลักของยุทธศาสตร์ชาติ การสร้างกลไกและกระบวนการ        ในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่มีประสิทธิภาพให้สามารถจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นที่ยอมรับ      ของประชาชน และสะท้อนความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งเพื่อให้เกิดการยอมรับและใช้เป็นแนวทางการพัฒนา เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์หลักร่วมกัน และให้มีการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคง            ของประเทศ ความมั่งคั่งของประชาชน และความเข้มแข็งของประเทศในประชาคมโลก

ยุทธศาสตร์ชาติได้รับการกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑ ความสรุปว่า                 รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ และเป็นกรอบในการจัดทำ              แผนต่างๆ  โดยการกำหนดเป้าหมายระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายให้เป็นไปตามกฎหมาย                  (ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ) นั้นย่อมบ่งชี้ว่าทุกรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศนับแต่นี้ไป           ต้องดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย                  การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เน้นแนวทางประชารัฐ  ไม่ใช่แนวทางประชานิยมอย่างที่ผ่านมา

โดยในวันนี้เราได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ยงยุทธ  สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จะมาเล่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ให้พวกเราได้เข้าใจและทราบถึงรายละเอียด ความสำคัญ และสิ่งที่ประชาชนจะได้รับหากมีแผนมียุทธศาสตร์ชาติ…

ความเป็นมาของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนายกรัฐมนตรี ตระหนักดีกว่า ยุทธศาสตร์ชาติ         เป็นแม่บทหลักที่เป็นกรอบชี้นำการกำหนดนโยบาย และแผนต่างๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการ การจัดสรรงบประมาณ และการจัดสรรทรัพยากร  รวมทั้งเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาของภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์  ความมั่นคง  มั่งคั่ง  ยั่งยืน ของประเทศ และประชาชน โดยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้น เริ่มต้นมาจากเมื่อวันที่       ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เห็นชอบรายงานเรื่อง “การจัดทำ       การกำหนดการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ” ซึ่งกำหนดกรอบแนวคิด กลไก         และกระบวนการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน โดยคณะอนุกรรมาธิการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีศาสตราจารย์พิเศษ ยงยุทธ  สาระสมบัติ และ                พลเอก วัฒนา  สรรพานิช เป็นประธานและรองประธานอนุกรรมาธิการ จากนั้นในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญและประกาศในรายการคืนความสุขให้แก่ประชาชน ความสรุปว่า เป็นนโยบายของ คสช. และรัฐบาลที่จะให้มียุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี และได้มีบัญชาให้เลขาธิการนายกฯ มีหนังสือแจ้งประธาน สปช. เกี่ยวกับนโยบายของ คสช. และรัฐบาลข้างต้น ต่อมาเมื่อวันที่         ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีเลขาธิการนายกฯ เป็นประธาน เพื่อจัดทำสารัตถะของยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ และเมื่อ สปช. สิ้นวาระแล้ว คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ดำเนินการต่อ โดยเสนอ สปท. และได้รับความเห็นชอบเมื่อ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ และประธาน สปท. ได้เสนอไปยังรัฐบาลเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๙

เหตุผลที่ประเทศไทยควรมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ

  ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีแผนพัฒนาและแผนยุทธศาสตร์ที่หลากหลายกระจาย       ไปตามกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนใหญ่แต่ละหน่วยงานมียุทธศาสตร์เป็นของตนเอง            ขาดการบูรณาการ รวมทั้งการจัดสรร และการใช้งบประมาณในการพัฒนาประเทศเป็นการดำเนินการแบบแยกส่วน ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพในการกำหนดทิศทางการบริหารงาน       และการกำหนดอนาคตของประเทศที่ผ่านมานั้น ถูกกำหนดโดยนักการเมืองและภาครัฐ             เป็นส่วนใหญ่ ภาคเอกชนและประชาชน มีส่วนร่วมน้อยและเกือบไม่มีส่วนร่วมเลยก็ว่าได้          แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนากว่า ๖๐ ประเทศทั่วโลก ล้วนมียุทธศาสตร์เป็นทางการ ดังนั้น หากเปรียบประเทศเป็นเครื่องบิน ยุทธศาสตร์ชาติจะเปรียบเสมือน แผนที่การบิน (ตามภาพที่ ๑)

ภาพที่ ๑ แผนที่การบิน

ความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติต่อการพัฒนาประเทศตามร่างรัฐธรรมนูญ

  • ยุทธศาสตร์ชาติได้รับการกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๕ ความสรุปว่า                 รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ และเป็นกรอบในการจัดทำ              แผนต่างๆ  โดยการกำหนดเป้าหมายระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมายให้เป็นไปตามกฎหมาย                  (ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ)
  • กำหนดให้การเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี                    ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (มาตรา ๑๔๒)
  • การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (มาตรา ๑๖๒)
  • การบริหารราชการแผ่นดินคณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา (มาตรา ๑๖๒  ซึ่งโยงมาตรา ๑๖๔)
  • ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติภายในเก้าสิบวัน          และดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ให้เสร็จในหนึ่งปีนับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ (มาตรา ๒๗๕)

กรอบแนวคิดในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ

ทั้งนี้ หลักการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เริ่มจากการกำหนดเป้าหมายในระยะยาว               และมีการพิจารณาทบทวนทุกห้าปีหรือเมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อเป้าประสงค์หลัก                      ตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นนัยสำคัญ รวมทั้งสร้างกลไกและกระบวนการในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่มีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับของประชาชน และสะท้อนความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง และต้องเน้นกระบวนการรับฟังและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง

ประชาชนจะได้อะไรจากการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาตินี้

ผลจากการจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติครั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทย                     มียุทธศาสตร์ระดับชาติ ที่เป็นแม่บทหลักในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาประเทศในทุก ๆ ด้าน มีความต่อเนื่อง  และแผนพัฒนาต่าง ๆ มีการบูรณาการและจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและประชาชน รวมทั้งความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาประเทศในด้านที่สำคัญ ๆ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรของประเทศจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลให้ทุกภาคส่วนในประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของชาติ และเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถผนึกกำลังร่วมในการพัฒนาประเทศ

ดังนั้น การมียุทธศาสตร์ชาติที่เน้นผลประโยชน์แห่งชาติและความต้องการของประชาชนเป็นหลักจะช่วยให้การพัฒนาประเทศในอนาคต นำมาซึ่งความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ สอดคล้องกับหลักประชารัฐ

******************

Share Button

แผนปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น

img2

๑. รายงานเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ….

๒. รายงานเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

(สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศส่งเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๙ สถานะปัจจุบันคือ บรรจุในระเบียบวาระคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย)

๑. การทำงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น มีการดำเนินการ
    อย่างไรบ้าง

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแนวทางแผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นให้สัมฤทธิ์ผล ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมาธิการฯ จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้น
๓ คณะ เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นในประเด็นต่างๆ ดังนี้

๑. คณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป มีอำนาจหน้าที่ศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ การกระจายอำนาจ การเงินการคลังของท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป รวมทั้งกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

๒. คณะอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การกำกับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน มีอำนาจหน้าที่ศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านการบริหารงานบุคคล การกำกับดูแล ตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนสำหรับท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป

๓. คณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีอำนาจหน้าที่ศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษทั้งที่มีอยู่แล้ว และที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่

ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ดำเนินการศึกษาภารกิจตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และส่งให้  คณะกรรมาธิการฯ รวบรวม และจัดทำเป็นแผนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นเสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘

กรอบแนวทางในการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นตามแผนปฏิรูปนั้น จะมีการปฏิรูปในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญทั้งของท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปและท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เช่น ประเด็นที่เกี่ยวกับโครงสร้าง อำนาจหน้าที่และภารกิจจากการกระจายอำนาจ การบริหารงานบุคคล การกำกับดูแลท้องถิ่นทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชน การมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่นของประชาชนในเรื่องการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นและการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นกับผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งคณะกรรมาธิการฯ จะมีข้อเสนอเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ และแนวทางการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่พิเศษด้วย

๒. ความคืบหน้าของการดำเนินงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น

คณะอนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ได้พิจารณาศึกษาเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ โดยมีการประชุมทุกสัปดาห์ อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒ ครั้งๆ ละไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่วโมง ความคืบหน้าของการดำเนินงานในแต่ละคณะพอสรุปได้ ดังนี้

  1. คณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ได้ประชุมเพื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งระดับจังหวัดและ
    ต่ำกว่าจังหวัด การควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คุณสมบัติในการเข้าสู่ตำแหน่งของสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ความสัมพันธ์ของอำนาจหน้าที่ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การเงิน การคลัง และการงบประมาณของท้องถิ่น ฯลฯ 

จากการศึกษา คณะอนุกรรมาธิการฯ เห็นว่าเรื่องนี้ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล) จำนวนหลายฉบับ ทำให้เกิดความสับสนในการใช้บังคับ จึงจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดย
ยกร่างไว้ในฉบับเดียวกันเป็นประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาประเด็นสำคัญต่างๆ ที่จะต้องนำไปบัญญัติไว้ในร่างประมวลกฎหมายดังกล่าว เช่น เรื่องของโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจกำหนดให้มีเพียงองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล และอาจต้องมีการ
ควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก เช่น อบต. ที่มีรายได้ต่ำกว่า ๒ ล้านบาท (อาจต้องพิจารณาถึงปัจจัยของจำนวนประชากรด้วย) สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่นก็ต้องให้มีความเหมาะสมสอดคล้องสัมพันธ์กัน เพื่อลดปัญหาการดำเนินงานตามภารกิจถ่ายโอนที่ท้องถิ่นได้รับ
ส่วนเรื่องการเงิน การคลัง และการงบประมาณของท้องถิ่น ก็ควรต้องปฏิรูปเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
เป็นต้น

๒. คณะอนุกรรมาธิการการบริหารงานบุคคล การกำกับดูแล ตรวจสอบและการมี
ส่วนร่วมของประชาชน
ได้ประชุมเพื่อพิจารณาการปฏิรูป ๓ เรื่องสำคัญ ได้แก่

๒.๑ การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น

๒.๒ การกำกับดูแลและตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

๒.๓ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น

เรื่องการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นนั้น เนื่องจากปัจจุบันปัญหาการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอยู่เป็นจำนวนมาก และถูกร้องเรียนอยู่เสมอ จากการศึกษาประเด็นปัญหา
ที่เกิดขึ้น คณะอนุกรรมาธิการฯ พบว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหา จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่โดยยกร่างขึ้นใหม่ทั้งฉบับ เพื่อให้การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามระบบคุณธรรม
ซึ่งขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาประเด็นสำคัญต่างๆ ที่จะต้องนำไปบัญญัติไว้ใน
ร่างกฎหมายเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างยกร่างกฎหมายดังกล่าวและคาดว่า จะสามารถนำเสนอสู่
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙ 

ส่วนเรื่องการกำกับดูแลและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ขณะนี้ได้ดำเนินการนำเสนอรายงานพร้อมร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้วจำนวน ๒ ฉบับ คือ รายงานเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. …. และรายงานเรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. การปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าว จะเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารงานท้องถิ่นมากขึ้นและสะดวกขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นในปัจจุบันมีความยุ่งยาก
ไม่สะดวกในการดำเนินการ เพราะบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ใช้บังคับอยู่ ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการใช้สิทธิของประชาชนไว้อยู่ในระดับที่สูงมาก เป็นผลให้การใช้สิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเข้าชื่อเพื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นโดยประชาชนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้นได้ยาก และนับแต่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา ยังไม่ปรากฏว่ามีประชาชนได้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นแต่ประการใด

สำหรับการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นของประชาชนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ยังไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ประกอบกับการกำหนดคำนิยาม ผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง และรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นยังไม่มีความชัดเจน รวมทั้งสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อถอดถอนฯ และสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงถอดถอนฯ มีจำนวนที่สูง เป็นผลให้การใช้สิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นโดยประชาชนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้นได้น้อยมาก ซึ่งนับตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ถึงปัจจุบัน มีประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นได้รวม ๑๔ ครั้ง หรือคิดเป็นจำนวนเพียงร้อยละ ๐.๑๗ จากจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งประเทศ และมีจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ออกจากตำแหน่งโดยการลงคะแนนเสียงถอดถอนของประชาชนได้เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น ทั้ง ๒ เรื่อง จึงจำเป็นต้องปฏิรูปและแก้ไข

นอกจากนั้นคณะอนุกรรมาธิการฯ ยังได้จัดทำข้อเสนอการปฏิรูปในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ในรูปแบบของ “คณะกรรมการประชาคมท้องถิ่น” แนวทางการจัดทำและบูรณาการแผนชุมชนสู่การจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลักสูตรการฝึกอบรมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน และมาตรฐานกลางตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารและพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วย

๓. คณะอนุกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ได้ประชุมเพื่อพิจารณา
การปฏิรูป ๓ เรื่องสำคัญ ได้แก่

๓.๑ การปฏิรูปกรุงเทพมหานคร

๓.๒ การปฏิรูปเมืองพัทยา

๓.๓ แนวทางการจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่

เรื่องการปฏิรูปกรุงเทพมหานคร เนื่องจากการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มีกฎหมายสำคัญที่ใช้บังคับอยู่ ๒ ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับแรกใช้บังคับมานานกว่า ๓๐ ปี  มีข้อขัดข้องอันเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการและการพัฒนารายได้ของกรุงเทพมหานครหลายประการ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุงอย่างเร่งด่วน ส่วนกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร แม้จะประกาศใช้บังคับเมื่อปี ๒๕๕๔ แต่ก็ยังไม่มีความเหมาะสม ก่อให้เกิดข้อขัดข้องที่สมควรจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การบริหารงานบุคคลของกรุงเทพมหานครเป็นไปตามระบบคุณธรรมยิ่งขึ้น

ขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาประเด็นสำคัญต่างๆ ที่จะต้องนำไปบัญญัติไว้ในร่างกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานครเสร็จเรียบร้อยแล้ว
อยู่ระหว่างยกร่างกฎหมายแก้ไขและคาดว่า จะสามารถนำเสนอสู่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙ ส่วน
กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครก็อยู่ระหว่างการยกร่างเช่นเดียวกัน คาดว่า จะสามารถนำเสนอสู่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบได้อย่างช้าภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๙

นอกจากนั้นกรุงเทพมหานครยังมีปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้โดยลำพัง และมีปัญหาบางประการที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังจังหวัดโดยรอบ คณะอนุกรรมาธิการฯ
จึงพิจารณาเห็นว่า เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ควรมีกลไกในรูป “คณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑล” เพื่ออำนวยการ ผลักดัน ควบคุม กำกับดูแลให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงาน และกรุงเทพมหานครที่มีหน้าที่ต้องบูรณาการในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน  องค์ประกอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองหลวงและปริมณฑลจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ปลัดกระทรวง อธิบดีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ และมีปลัดกรุงเทพมหานครเป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้จัดทำรายงานในเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว และจะนำเสนอไปพร้อมกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยระเบียบการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร

สำหรับเรื่องการปฏิรูปเมืองพัทยา จากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการฯ ในเบื้องต้นพบว่า ปัจจุบันการบริหารราชการของเมืองพัทยามีปัญหาข้อขัดข้องอยู่หลายประการ จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ใช้อยู่เช่นกัน นอกจากนั้นเมืองพัทยาก็ยังมีปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้โดยลำพัง และปัญหาบางประการที่เกิดขึ้นในเขตพัทยา ก็ส่งผลกระทบไปยังท้องถิ่นโดยรอบคล้ายคลึงกับกรุงเทพมหานคร คณะ
อนุกรรมาธิการฯ จะพิจารณาให้มีการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา รวมทั้งนำเสนอให้มี “คณะกรรมการยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาเมืองพัทยาและท้องถิ่นโดยรอบ” เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานครด้วย ซึ่งคาดว่า จะสามารถนำเสนอสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙

ส่วนแนวทางการจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปประสงค์จะขอปรับเป็นรูปแบบพิเศษด้วยเหตุผลนานาประการ คณะอนุกรรมาธิการฯ จึงพิจารณาเห็นว่า สมควรจะต้องวางหลักเกณฑ์การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษไว้เพื่อจะได้เป็นมาตรฐาน สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปที่มีปัญหาในการบริหารงาน แต่ยังไม่อาจปรับเป็นรูปแบบพิเศษได้ ก็ควรมีแนวทางการบริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่พิเศษเป็นการเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่า จะสามารถนำเสนอสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ภายในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙ เช่นกัน

๓. ถ้าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นที่ท่านกำลังดำเนินงานอยู่สำเร็จ ท่านคิดว่า
    ประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่า การปกครองท้องถิ่นของไทยในภาพรวมยังไม่สามารถที่จะดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามเจตนารมณ์ของการปกครองท้องถิ่นอย่างแท้จริง การปกครองท้องถิ่นประสบกับปัญหาและอุปสรรคทั้งที่เกิดจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก กล่าวคือ ในด้านหนึ่ง หน่วยการปกครองหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดความพร้อมหรือยังขาดการพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารและในการจัดบริการสาธารณะให้สอดคล้องกับความคาดหวังและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ อีกด้านหนึ่งส่วนราชการ หน่วยงาน ระบบงาน ตลอดจนกฎระเบียบต่าง ๆ ไม่ส่งเสริมหรือไม่สนับสนุนการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ดังนั้น การเสนอแผนปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นทุกรูปแบบในครั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่สะสมมานาน อันเป็นปัจจัยอย่างสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการปกครองท้องถิ่นและการจัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น จึงเชื่อว่า หากมีการดำเนินงานตามแผนการปฏิรูป
ที่เสนอดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
การพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการจัดบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่นให้เป็นไปตามความคาดหวังและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

——————————————-

Share Button

แผนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม

img1

การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ (คกช.) และร่างพระราชบัญญัตินโยบายการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. …. (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๙ สถานะปัจจุบันคือ นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว อยู่ระหว่างส่งรายงานไปยังรองนายกรัฐมนตรี (ธนศักดิ์)

การจัดทำแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) และร่างแผนพัฒนาการกีฬาแหงชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๙ สถานะปัจจุบันคือ นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว อยู่ระหว่างส่งรายงานไปยังรองนายกรัฐมนตรี (ธนศักดิ์)

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ซึ่งมี พลเอก ยุทธศักดิ์  ศศิประภา  เป็นประธานกรรมาธิการฯ ได้เสนอแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ จำนวน ๓๑ เรื่อง ภายใต้กรอบแนวคิด “การปฏิรูปการกีฬาเพื่อพัฒนาความมั่นคง เสริมส่งความมั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” เมื่อมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้วาระของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศสั้นลง คณะกรรมาธิการจึงปรับแผนการปฏิรูป เหลือจำนวน ๑๘ เรื่อง และ มีเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกันยายน ๒๕๕๙ ตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กำหนด จำนวน ๓ เรื่อง ได้แก่

ระดับ ๓ ดาว คือ เรื่องการบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ

ระดับ ๒ ดาว คือ เรื่องการจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางวัฒนธรรม

ระดับ ๑ ดาว คือ การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา

คณะกรรมาธิการฯ ได้แบ่งการดำเนินงานเป็นคณะอนุกรรมาธิการทั้งสิ้น ๕ คณะ โดยมีความคืบหน้าในการดำเนินงาน ดังนี้

๑. คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม

คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้นำเสนอรายงาน เรื่อง “การจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางวัฒนธรรม” ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในวันจันทร์ที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๙ โดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ให้ความเห็นชอบรายงานดังกล่าวด้วยมติ ๑๖๔ เสียง ไม่เห็นชอบ ๐ เสียง และประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะส่งรายงานดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไป

โดยเรื่องต่อไปที่คณะอนุกรรมาธิการฯ จะเร่งพิจารณาดำเนินการ คือ เรื่องการส่งเสริมการพัฒนาและรับรองมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม และเรื่องการบรรจุหลักสูตรการเรียนรู้ทางด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

๒. คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้างการกีฬา

๒.๑ เรื่อง การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ (คกช.) ได้รับความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ และสภาได้ส่งเรื่องไปยัง ครม. แล้ว โดย ครม. ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย (วิป ๓ ฝ่าย) พิจารณา (ครม.+สนช.+สปท.) ซึ่งวิป ๓ ฝ่าย ได้ไห้ความเห็นชอบเมื่อวันพุธที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ และมีมติส่งเรื่องให้ พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เสนอเรื่องต่อ ครม. เพื่อมีมติให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดำเนินการต่อไป

๒.๒ เรื่อง การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานและรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ณ สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งผลปรากฏว่าบุคลากรที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยกับแนวทางการบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โดยสถาบันการพลศึกษา และวิทยาเขตต่าง ๆ มีความพร้อมทั้งทางด้านงบประมาณ บุคลากร อาคาร สถานที่ เป็นอย่างดี เพียงแต่อาจต้องมีการเพิ่มเติมในส่วนงบประมาณในการจ้างอาจารย์สอนพิเศษเท่านั้น ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการจะนำเสนอรายงาน เรื่อง การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในวันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ต่อไป

โดยเรื่องต่อไปที่คณะอนุกรรมาธิการฯ จะเร่งพิจารณาดำเนินการ คือ เรื่องการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย และเรื่องการจัดตั้งกระทรวงการกีฬา

๓. คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารจัดการการกีฬา

๓.๑ เรื่อง การจัดทำแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖ (พ.ศ.๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ได้รับความเห็นชอบจากสภา เมื่อวันอังคารที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๙ และสภาได้ส่งเรื่องไปยัง ครม.แล้ว โดย ครม.ได้ส่งเรื่องให้วิป ๓ ฝ่ายพิจารณา ซึ่งวิป ๓ ฝ่าย ได้ไห้ความเห็นชอบเมื่อวันพุธที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙ และมีมติส่งเรื่องให้ พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอเรื่องต่อ ครม.เพื่อมีมติให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดำเนินการต่อไป

๓.๒ เรื่อง การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา คณะอนุกรรมาธิการฯ กำลังจัดทำรายงานสรุปผลการสัมมนาการกำหนดแนวทางให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการกีฬา และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา เพื่อเสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙

โดยเรื่องต่อไปที่คณะอนุกรรมาธิการจะเร่งพิจารณาดำเนินการ คือ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านการกีฬา เรื่องการจัดตั้งสถาบันพัฒนาการกีฬาคนพิการ และเรื่องการจัดตั้งเมืองกีฬา (Sport City)

๔. คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านปฏิรูปเร็ว (Quick Win)

คณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการร่วมกับกองทัพอากาศ จัดโครงการเยาวชนไทยใต้ฟ้าเดียวกัน และโครงการชุมชนสัมพันธ์ โดยกิจกรรมนี้เป็นการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ โดยการนำเยาวชน ผู้นำศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปทัศนศึกษาในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่าง อันก่อให้เกิดทัศนคติเชิงบวกต่อภาครัฐและสังคมไทย และสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

นอกจากนี้ ยังได้จัดโครงการฝึกอบรม การสร้างองค์ความรู้และเสริมทักษะกีฬาวอลเล่ย์บอลในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้  ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการกีฬาสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ  ซึ่งเคยนำนักฟุตบอลจาก“สโมสร Man U” และนักมวยชื่อดัง “ บัวขาว ” ลงไปดำเนินกิจกรรม และประสบความสำเร็จมาแล้ว

การจัดโครงการในครั้งนี้ ได้นำทีมผู้ฝึกสอน และนักวอลเล่ย์บอลระดับทีมชาติจากทีมสโมสรวอลเลย์บอลบางกอกกล๊าส ได้แก่ นางสาวปลื้มจิตร์  ถินขาว  นางสาวพรพรรณ  เกิดปราชญ์ นางสาวคารีน่า เคร้าเซอร์ และนางสาวจุฑารัตน์ มูลตรีพิลา ไปทำการฝึกทักษะการเล่นกีฬาวอลเล่ย์บอลให้แก่กลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน ๒๐๐ คน ณ สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตยะลา

ผลของการจัดโครงการในครั้งนี้ ส่งผลให้เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับความรู้เกี่ยวกับทักษะการเล่นกีฬาวอลเล่ย์บอล และการทำงานเป็นทีม มีความรัก ความสามัคคี ปรองดอง ซึ่งจะขยายผลไปสู่การสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ทั้งเยาวชนและผู้ปกครองได้มีความชื่นชอบนักกีฬาวอลเล่ย์บอลทีมชาติที่ลงไปในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง และขณะนี้ อยู่ระหว่างการเตรียมจัดโครงการฝึกอบรมการสร้างองค์ความรู้เสริมทักษะกีฬาแบดมินตันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติ อาทิ “น้องเมย์”นางสาวรัชนก อินทนนท์ ไปให้ความรู้และพัฒนาทักษะกีฬาแบดมินตันให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙

๕. คณะอนุกรรมาธิการการสื่อสารสังคม

เป็นคณะอนุกรรมาธิการฯ ที่รับผิดชอบเรื่อง การประชาสัมพันธ์ โดยมีการเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชน สื่อ IT ได้แก่ Facebook Line วิทยุออนไลน์ และทีวีออนไลน์ รวมทั้งเสนอข่าวทางหนังสือพิมพ์ และออกอากาศผ่านทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้จัดทำเว็ปไซต์ “คนไทยไชโย.com”ของคณะกรรมาธิการ และนำเสนอข้อมูลข่าวสารในรูปแบบ Info graphics

******************

Share Button

แผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง

SPC_2934

การสัมภาษณ์นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง

เรื่อง

แผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง

ในหลักการที่เสนอให้มีการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองนั้น มีเป้าหมายสำคัญ คือ ต้องการให้การเมืองมีการเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้น การพลิกโฉมทางการเมือง ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศจะดำเนินไปในทิศทางใด หรือการบริหารประเทศจะมีแนวทางอย่างไร การเมืองถือเป็นปัจจัยสำคัญของการเข้าสู่ตำแหน่งเพื่อมาบริหารงานหรือเป็นรัฐบาล ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น ดังนั้น ที่ผ่านมาต้องยอมรับปัญหาว่า จากเดิมประเทศเรามีความก้าวหน้าอยู่ในระดับหนึ่ง
แต่ปัญหาทางการเมืองเป็นปัญหาที่สะสม มีการเล่นการเมือไปในแนวทางที่ไม่ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าหรือสร้างสรรค์ การเมืองกลายเป็นเรื่องการลงทุน เรื่องธุรกิจการเมือง เรื่องการแสวงผลประโยชน์ และในที่สุดการเมืองจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น แนวทางการปฏิรูปการเมืองมีแนวทางที่เกี่ยวกับโครงสร้าง และระบบทางการเมือง และตัวนักการเมืองเองควรมีการพัฒนาปรับปรุงหรือปฏิรูปให้ดีขึ้น
ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญที่อยู่ในแผนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้การเมืองดีขึ้น โดยจะให้ความสำคัญในที่ประเด็นหลัก ๆ ๖ ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ ๑ ทำอย่างไรเพื่อให้ได้นักการเมืองที่ดี ดังนั้น กระบวนการที่คนเข้าสู่ตำแหน่ง
ในทางการเมือง ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากการเมืองจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่ที่คน การเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง จึงต้องมีกระบวนการเข้ามาให้เป็นที่ยอมรับจากประชาชน และให้ได้บุคคลที่มีคุณภาพเข้ามา คือประชาชนจะต้องเลือกคนจากคุณงามความดี หรือความเสียสละจากนักการเมืองเอง และควรเป็นนักการเมืองที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย ต้องเลือกคนที่ไม่มีเป้าหมาย หรือมีความมุ่งหมายที่จะเข้ามาทำธุรกิจทางการเมือง

ประเด็นที่ ๒ ทำอย่างไรเพื่อให้ได้พรรคการเมืองที่ดี พรรคการเมือง คือ ระบบกลไกของการกลั่นกรองคนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง พรรคการเมืองเป็นเรื่องขององค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมา โดยมีประชาชนเป็นสมาชิก ถ้าหากประชาชนสนับสนุน หรือสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไหนมาก พรรคการเมืองนั้นก็เป็นที่ยอมรับ และสามารถที่จะมีตัวแทนเข้าสู่ระบบในทางการเมืองได้ ซึ่งพรรคการเมืองเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหา ในช่วงที่ผ่านมากลายเป็นว่าพรรคการเมืองคือ พรรคที่มีคนเข้ามาลงทุนและเป็นเจ้าของพรรค ตลอดจน
พรรคการเมืองไม่เป็นของประชาชน จึงต้องปรับระบบพรรคการเมืองให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน
ใครจะลงการเมือง หรือเล่นการเมืองต้องผ่านมติของสมาชิกเป็นสำคัญ ไม่ใช่ผ่านความเห็นชอบจากเจ้าของพรรคการเมืองนั้น รวมทั้ง การบริจาคเงินเข้าพรรคการเมือง หากประชาชนมีส่วนร่วมมาก ๆ ก็จะทำให้เป็นพรรคของประชาชนได้

ประเด็นที่ ๓ ต้องการให้มีการเลือกตั้งที่มีความสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมาก เนื่องจากการให้คนเข้าสู่การเมืองโดยมีธุรกิจทางการเมืองคือ การลงทุนทางการเมือง ทำให้มีการซื้อสิทธิ
ขายเสียง และมีกระบวนการโกงการเลือกตั้ง ซึ่งมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาโดยตลอด ดังนั้น ระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมจะต้องมีคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่ ๔ การตรวจสอบจากการใช้อำนาจรัฐ เมื่อเข้าสู่ตำแหน่ง เมื่อเข้ามาบริหารประเทศ
หรือเมื่อเข้ามาทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย ดังนั้น ผลประโยชน์ของประเทศหรือประชาชนจึงเป็น
ตัวตั้ง และเป็นหลักสำคัญ คนที่เข้ามามักจะเข้ามาแสวงผลประโยชน์ และแสวงอำนาจ ดังนั้น จึงควรมีระบบของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่ ๕ การสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ คือประเทศไทยไม่ได้สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้สืบทอดกัน ไม่ได้สร้างความรับผิดชอบของประชาชนที่มีปัญหาทางการเมือง ปัญหาของประเทศ ปัญหาของการอยู่ร่วมกัน ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองจะทำให้ประเทศได้รับการดูแลเห็นชอบร่วมกันของคนทั้งประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่เยาวชน และต้องมีการจัดหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับการเมืองให้กับประชาชน เด็ก นักเรียน ได้เรียนรู้ตั้งแต่เยาว์วัย โดยบรรจุไว้ในแผนการศึกษา และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ ๖ การสร้างความปรองดองให้ประชาชนคนไทยได้มีความรู้เรื่องความสามัคคี ซึ่งตรงนี้
จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะปฏิรูป ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศ เป็นการแก้ไขปัญหาเดิมที่ผ่านมา นอกจากจะแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งและสร้างความปรองดองแล้ว ยังต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคตทางการเมืองอีกด้วย

ซึ่งทั้ง ๖ ประเด็นนี้ เป็นประเด็นหลักที่สำคัญของการที่จะทำให้มีการปฏิรูปทางการเมืองในประเทศไทยเรา และใน ๖ ประเด็นนี้ ได้มีการจัดทำแผนปฏิรูปเสนอไปยังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว
และได้นำหลักสำคัญเหล่านี้เสนอไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมี
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน และกำลังศึกษาในรายละเอียดของแต่ละเรื่อง แต่ละประเด็น โดยได้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมี
นายสุชน  ชาลีเครือ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ส่วนอีกชุดหนึ่งคือ เรื่องเกี่ยวกับการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง มีนายกษิต ภิรมย์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ รวมทั้งยังมีการศึกษาแนวทางของการเยียวยาของคนที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาทางการเมืองที่ผ่านมา รวมทั้งประเด็นทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเป็นพรรค
ของประชาชน ซึ่งประเด็นเหล่านี้อยู่ในช่วงที่กรรมาธิการ ฯ กำลังศึกษาและรวบรวมข้อมูล โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อนำเสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณา และนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป และหากเป็นกฎหมายก็จะนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านแล้ว คณะกรรมาธิการ ฯ ต้องให้ความสำคัญไปที่ประเด็นต่าง ๆ ของการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เกี่ยวกับพรรคการเมือง เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และกฎหมายลูกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
โดยจะต้องพิจารณาและศึกษาเรื่องเหล่านี้เพื่อเสนอให้รัฐบาล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป ซึ่งเชื่อได้ว่าแนวทางที่เสนอสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ไม่มากก็น้อย เนื่องจากได้นำประเด็นปัญหาทั้งหมด
มาศึกษาหาทางออก เพื่อต้องการเปลี่ยนโฉมทางการเมืองให้บ้านเมืองดีขึ้น ให้การเมืองมีการเปลี่ยนแปลง
โดยไม่ต้องมีการเข้ามาลงทุนหรือซื้อเสียง เพื่อขจัดเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นในอนาคตข้างหน้าด้วย

ท้ายสุดประชาชนจะได้รับการเมืองที่ดี ได้คนที่เข้าบริหารประเทศ และเป็นตัวแทนของประชาชน                 ที่เข้ารักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชน ส่งผลให้ประชาชนอยู่ในสังคมที่ดี                    มีความสงบเรียบร้อย และมีความสุข ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญในการจะดำเนินการ หรือพิจารณาเรื่องใดก็จะต้องยึดหลัก เป้าหมายสำคัญคือผลประโยชน์ร่วมกันของคนทั้งประเทศ ถ้าการเมืองสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้แล้ว ต้องยอมรับกติกา สภาพการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นกติกาสำคัญ ถ้าการบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพแล้ว คนไม่ดีก็จะฉวยโอกาสมาแสวงประโยชน์บนความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนของประชาชน ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวนักการเมือง หรือคนที่ต้องสอนคนที่มีความรู้น้อยกว่า ซึ่งจะต้องไม่สอนในสิ่งที่ผิด สอนในสิ่งที่ดี ๆ ส่วนคนที่เรียนรู้ก็ต้องเชื่อในความดีงาม ในสิ่งที่ถูกต้อง มีคุณธรรม จริยธรรม และไม่ควรเชื่อในสิ่งที่ผิดเช่นเดียวกัน ดังนั้น ทุก ๆ คนควรพิจารณา และตัดสินใจได้ว่า เมื่อจะไม่สอนในสิ่งที่ผิด และไม่เชื่อในสิ่งที่ผิดแล้ว ก็จะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยมีความสุขได้ และทุกคนต้องไม่ทำในสิ่งที่ผิด ต้องมีจิตสำนึกในตัวเอง รวมทั้ง ต้องมีความรับผิดชอบกับสังคมโดยรวม ส่วนผลที่ออกมานั้นจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ หรือแก้ปัญหาได้อย่างไร ถือเป็นข้อเสนอที่กรรมาธิการ ฯ ต้องเสนอทางออกว่า วิธีการที่กล่าวไปทั้งหมดนี้จะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไร ส่วนผลที่ออกมาก็คือเป็นความคาดหวังและเป็นเป้าหมาย เราก็ต้องคาดหวังในสิ่งที่เราเสนอ ในสิ่งที่เราคิดว่า ถ้าแก้แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

…………………………………………………………….

Share Button