Monthly Archives: มิถุนายน 2016

“อลงกรณ์”พอใจผลการพบ 2 พรรคใหญ่ ยอมรับยังมีความเห็นต่างหลายมิติ เห็นใจข้อเสนอผ่อนปรนประชุมพรรค เผยกำหนดพบ 70 พรรคที่รัฐสภา 14 ก.ค. ส่วน 4 ก.ค.บรรยายสรุปทูตานุทูตครั้งที่3

roadshow

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่งกล่างวันนี้(1ก.ค.)ถึงการเดินสายพบพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยว่า รู้สึกพอใจต่อผลการโรดโชว์ชี้แจงความคืบหน้าของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสามารถบรรลุความร่วมมือในการสร้างระบบสื่อสารข้อมูลข่าวสารและระบบการประสานงานอย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างสปท.กับ2พรรคการเมืองใหญ่ซึ่งจะทำให้ทั้ง2พรรคมีข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้นในการติดตามการปฏิรูปประเทศ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าในช่วงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นยังมีความแตกต่างในแนวคิดแนวทางการปฏิรูปอีกหลายมิติซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้แต่ในอนาคตเชื่อว่าจะเข้าใจกันมากขึ้นเมื่อได้พบหารือกันในโอกาสต่อๆไปโดยสปท.จะเป็นฝ่ายเหย้าบ้างหลังจากเป็นฝ่ายเยือนในครั้งแรก

ส่วนประเด็นสำคัญๆที่ได้ชี้แจงทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นเช่นหลักคิดของแผนปฏิรูปของสปท.ได้กำหนดชัดเจนในทุกแผนโดยเฉพาะการลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชนซึ่งไม่ต่างจากแนวคิดของหัวหน้าพรรคปชป.และการอธิบายเรื่องยุทธศาสตร์ชาติที่ทั้ง2พรรคกังวลรวมทั้งการจัดตั้งหน่วยงานรัฐหรือควบรวมก็ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการเพิ่มหน่วยงานสร้างภาระงบประมาณหรือทำให้รัฐมีอำนาจมากขึ้นแต่เมื่อต้องปฏิรูปยกเครื่องใหม่ก็ต้องปรับโครงสร้างให้ทันสมัยมีประสิทธิภาพมิฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าจะไม่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับการจัดตั้งศาลปราบโกงพ่อค้าและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นครั้งแรกจะทำให้นักการเมืองโกงยากขึ้นเพราะถ้าเอกชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐไม่กล้าร่วมโกงกับรัฐมนตรีปัญหาทุจริตทางการเมืองจะน้อยลง

สำหรับข้อเสนอขอให้คณะกก.พรรคสามารถประชุมได้นั้นก็รู้สึกเห็นใจและรับปากจะเสนอผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงพิจารณาต่อไป สปท.มีหน้าที่เรื่องการปฏิรูปเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องเรื่องการเมือง นายอลงกรณ์ยังเปิดเผยด้วยว่า ในวันที่14 ก.ค.นี้จะเชิญ 70พรรคการเมืองที่เหลือมารับฟังการชี้แจงความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศที่รัฐสภาพร้อมกับรับฟังข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูป นอกจากนี้ในวันจันทร์ที่4 ก.ค.จะมีการบรรยายสรุปทูตานุทูตต่างประเทศ กงสุลกิตติมาศักดิ์และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศครั้งที่3เวลา14.00น.ที่รัฐสภา กิจกรรมโรดโชว์และบรรยายสรุปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสื่อสารทั่วไทย สื่อไกลทั่วโลกที่ท่านประธานสปท. รอ.ทินพันธุ์ นาคะตะมอบให้ดำเนินการตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาและรายงานให้วิป3ฝ่าย(ครม.-สนช.-สปท.)และวิป2ฝ่าย(สนช.-สปท.)ทราบเป็นระยะๆ

Share Button

ผลการประกวดการออกแบบตราสัญลักษณ์เสียงปฏิรูปประเทศ Reform Voice : Voice for Change

logo1

Share Button

กทม.คาดรู้ผลประชามติ7ส.ค.ไม่เกิน2ทุ่ม

640x390_704888_1467197747

กทม.คาดรู้ผลประชามติ7ส.ค.ไม่เกิน2ทุ่ม ตั้งเป้า ปชช.เข้าคูหา80เปอร์เซ็นต์
นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.)กล่าวถึงความคืบหน้าการเตรียมการจัดการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฯวันที่7ส.ค.2559 ว่า รูปแบบการออกเสียงประชามติจะเป็นเช่นเดียวกับการเลือกตั้ง แต่การลงคะแนนประชามติครั้งนี้จะอยู่ใน ช่วงเวลา 08.00-16.00น. แต่การเลือกตั้งทั่วไปจะอยู่ที่ช่วงเวลา08.00-15.00น. ซึ่งการประชุมกับกลุ่มเขตในกรุงเทพฯที่ผ่านมา ได้กำชับให้ทุกสำนักงานเขต เร่งรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงสิทธิและหน้าที่ในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งการขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนมาออกเสียงประชามติโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ตั้งเป้าให้ชาวกรุงเทพฯออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 80เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกทม.จะพยายามเร่งรณรงค์ให้ประชาชนในกรุงเทพฯออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด

นายจักกพันธุ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการนับคะแนนลงประชามติวันที่7ส.ค.จะเริ่มการนับคะแนนหลังจากปิดหีบในเวลา16.00น.ที่หน่วยเลือกตั้งแต่ละพื้นที่ จากนั้นทุกหน่วยเลือกตั้งจะส่งคะแนนมาที่สำนักงานเขต ต่อมาสำนักงานเขตจะส่งผลมาที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. ซึ่งจะมีคณะกรรมการการเลือดตั้ง กทม.คอยรวบรวมผลคะแนนทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการลงประชามติเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการไม่เกินเวลา20.00น.

อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้(29มิ.ย.)จะมีการประชุมกับกลุ่มเขตกรุงเทพฯเหนือในช่วงเช้าที่สำนักงานเขตหลักสี่และจะประชุมกับกลุ่มเขตกรุงเทพฯใต้ที่สำนักงานเขตบางแคในช่วงบ่ายเพื่อทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติก่อนในวันที่5ก.ค. ที่ปลัดกทม.ในฐานะประธานศูนย์ออกเสียงประชามติจะเรียกประชุมกับคณะกรรมการศูนย์ฯเพื่อสรุปขั้นตอนการทำงานอีกครั้ง

Share Button

คลอด ‘ศาลคดีทุจริต’ กลไกใหม่ ‘ปราบโกง’

b58jcbd5g5dj5gidah6db

“ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” มีขอบเขตอำนาจพิจารณาคดีอะไรบ้าง !?

หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติเห็นชอบ “ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ….” และพร้อมประกาศใช้เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 160 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา

“ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ประจำสำนักประธานศาลฎีกาในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ บอกเล่าถึงการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ว่า ตอนนี้มีกฎหมาย 2 ส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลฯ และ ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตฯ ซึ่งจะต้องรอให้เสร็จออกมาจึงจะดำเนินการจัดตั้ง “ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลฯ สนช. ลงมติเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียง “ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ….” ที่ศาลยุติธรรมยกร่างขึ้นมา และคณะกรรมาธิการ ชั้น สนช. กำลังพิจารณาอยู่ คาดว่าร่างจะเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้

“ชาญณรงค์” ยังเล่าว่า ระหว่างยังหาที่ก่อสร้างอาคารใหม่ซึ่งอาจใช้เวลาก่อสร้างอีกนานพอสมควร ศาลยุติธรรมมีแผนสำรอง จะหาสถานที่เช่าอาคาร เป็นที่ทำการศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยขณะนี้ฝ่ายแผนงานและงบประมาณ กำลังทำเรื่องเพื่อของบประมาณเช่าจากรัฐบาลเพื่อดำเนินการให้สามารถเปิดศาลได้ทันภายในเดือน ตุลาคมนี้ แล้วหลังจากก่อสร้างอาคารใหม่เสร็จภายใน 2-3 ปี จึงจะย้ายที่ทำการศาล

“เราก็อยากจะเปิดศาลให้ได้ทันวันที่ 1 ตุลาคมนี้”

แล้ว…“ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ” มีขอบเขตอำนาจพิจารณาคดีอะไรบ้าง

ทั้งนี้ ตามร่างจัดตั้งศาลฯ ที่ สนช.ลงมติผ่านแล้ว บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่า คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หมายถึง

(1) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือทุจริตต่อหน้าที่

(2) คดีอาญาที่ฟ้อง ให้ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลธรรมดาที่กระทำความผิดฐานฟอกเงิน ที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดตาม (1) หรือทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ, กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือกฎหมายอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

(3) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษบุคคลธรรมดาเกี่ยวกับการเรียก รับ หรือให้สินบน หรือการใช้กำลังประทุษร้าย หรือใช้อิทธิพลเพื่อจูงใจหรือข่มขืนใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการ, ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำใด

(4) คดีอาญาที่ฟ้องให้ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลธรรมดา ตามกฎหมายที่กำหนดให้เป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

คลอด ‘ศาลคดีทุจริต’ กลไกใหม่ ‘ปราบโกง’

(5) คดีอาญาที่ฟ้อง ให้ลงโทษบุคคลที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลตาม (1)-(4) ไม่ว่าในฐานะตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน หรือผู้สมคบ

(6) คดีเกี่ยวกับการจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ หรือจงใจยื่นบัญชีและเอกสารด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

(7) คดีที่ร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นปกติ

“ชาญณรงค์” อธิบายให้ฟังง่ายๆ ว่า คดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะเป็นคดีที่ ป.ป.ช., ป.ป.ท. และพนักงานสอบสวน สรุปสำนวนส่งให้อัยการ ยื่นฟ้อง ข้าราชการทุกระดับ และคดีที่มีเอกชนร่วมกระทำผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ตามกฎหมายทุจริตและประพฤติมิชอบที่ระบุไว้เป็นความผิดด้วย เช่น เอกชน กับเอกชน ร่วมกันทำผิดฮั้วประกวดราคา หรือความผิดเกี่ยวกับเสนอสินบนของเอกชน หรือการใช้อิทธิพล สั่งการ ครอบงำเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งคดีที่ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะเหตุข้าราชการมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติและทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ส่วนคดีทุจริต และคดีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สินอันเป็นเท็จ ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ยังคงอยู่ในอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

“ศาลอาญาคดีทุจริตฯ จะมีศาลที่อยู่ส่วนกลาง 1 แห่งและภาคถึง 9 แห่ง ทำให้ใช้เวลาไม่นานในการพิจารณาคดีหนึ่งๆ อีกทั้งใช้ระบบไต่สวน ที่พิจารณาคดีติดต่อกันอย่างต่อเนื่องจนเสร็จการพิจารณาคดี รูปแบบศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยังมีถึง 3 ชั้นศาล คืออุทธรณ์-ฎีกาได้ แต่ยื่นการฎีกาจะเป็นระบบการขออนุญาตโดยศาลฎีกาตรวจดูว่าเป็นการถ่วงคดี หรือมีเหตุควรยื่นฎีกาหรือไม่”

“ชาญณรงค์” ยังชี้ให้เห็นว่า กฎหมายจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริต ฯ ถือว่า ครบเครื่องที่จะแก้ปัญหาทั้งเรื่องจำเลยหลบหนีคดี เพราะมีบทบัญญัติให้ลงโทษสำหรับจำเลยที่หนีคดี โดยคดีหยุดการนับอายุความระหว่างที่จำเลยหนีคดี และคดีสามารถเดินหน้าสืบพยานในชั้นศาลต่อไปได้ และมีคำพิพากษาโดยไม่ต้องมีตัวจำเลย อีกทั้งหากจำเลยจะอุทธรณ์คดีก็ต้องมายื่นเอง หากหลบหนีก็ถือสละสิทธิ์นั้นไป ศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้วว่าอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น

ส่วน “คดีริบทรัพย์” หากไปทำทุจริตแล้วได้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดมา อย่างเช่น สิทธิที่ไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นสิทธิประโยชน์ทางธุรกิจ การค้า ที่สามารถตีประโยชน์นั้นเป็นมูลค่าได้ ก็จะตามริบหมด เพราะบางครั้งการทุจริตอาจไม่ได้เป็นเงินอย่างที่เห็นก็ได้ หรือแม้ทรัพย์ที่ได้มาจากการทุจริตหายไปแล้ว ก็จะต้องตีเป็นมูลค่าเงินว่ากี่ล้าน แล้วตามยึดจากทรัพย์สินอื่น

การจัดองค์คณะก็มีความสำคัญ ซึ่งการพิจารณาคดีต้องมีระดับหัวหน้าคณะ ที่ผ่านการเป็นหัวหน้าศาลมาแล้ว อายุงานอย่างน้อย 25 ปี ส่วนลูกคณะ ก็ต้องผ่านการทำคดีมาแล้วอย่างน้อย 10 ปี

“เราตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ ขึ้นมา ไม่ได้มุ่งแต่จะลงโทษ แต่จะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”

เป็นคำทิ้งท้ายจากคนของศาลยุติธรรม

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก : http://www.nationtv.tv/

Share Button

ไทยได้เฮ! สหรัฐฯปรับระดับ‘ค้ามนุษย์’ไทย ปีนี้ ดีขึ้น มาอยู่ ‘เทียร์2’

EyWwB5WU57MYnKOuhxK81px9dmdyIpAGaFiCtEYwS7JnEhs1CY5v6I

รัฐบาลไทยไม่เหนื่อยเปล่า…สื่อต่างประเทศ ​เผย กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯปรับระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทยปี 59 ดีขึ้น จาก ‘เทียร์ 3’ ต่ำสุด มาอยู่ที่ ‘เทียร์ 2’ ถือเป็นความสำเร็จในความพยายามทลายเครือข่ายค้ามนุษย์

เมื่อ 29 มิ.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานอ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯว่า กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ปรับระดับสถานการณ์ค้ามนุษย์ในไทยดีขึ้น จากระดับเทียร์ 3 (Tier3) ต่ำสุด มาอยู่ขั้น ‘เทียร์ 2 ’แล้ว ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของไทย ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลลาร์สหรัฐฯ จนไทย นับเป็นประเทศที่มีการส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

รอยเตอร์ชี้ว่า การที่ประเทศไทยได้ถูกเลื่อนขั้น จากระดับเทียร์ 3 เมื่อปี 2558 มาอยู่ในขั้น ‘เทียร์ 2 เฝ้าระวัง’ ในปีนี้ เนื่องจากมีการปฏิรูปแก้ไขกฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์ และยังมีการใช้ระบบติดตามเรือประมงในทะเล ซึ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ ‘ครอบคลุมและไม่สามารถย้อนกลับมาได้’ ในการกวาดล้างระบบเครือข่ายค้ามนุษย์และการทำประมงโดยผิดกฎหมาย

ด้านนายจอห์น เคอร์บีย์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นถึงการเลื่อนขั้น การค้ามนุษย์ในไทยขึ้นมาอยู่ที่ เทียร์ 2 จนกว่ารายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ (TIP) หรือทิป รีพอร์ต ประจำปี 2559 จะเผยแพร่ต่อสาธารณชนในวันพฤหัสบดีที่ 30 มิ.ย. นี้

Share Button

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม 3 ฝ่ายครั้งที่ 21/2559 วันพุธที่ 29 มิถุนายน 2559

whip33

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย

(คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ)

ครั้งที่ ๒๑/๒๕๕๙

วันพุธที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๙

 

สรุปความคืบหน้าผลการดำเนินการของคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติและ         สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

           สรุปสาระสำคัญผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ดังนี้

๑. พิจารณาเรื่องที่คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ให้ความเห็นชอบ จำนวน ๒ เรื่อง คือ

๑.๑  เรื่อง การปฏิรูปกฎหมายการศึกษา และร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ….

ที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ                 และคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ร่วมกันพิจารณาศึกษาและจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด ๓๐ วัน

๑.๒  เรื่อง การพัฒนาครู : กรณีการแก้ปัญหาวิกฤตผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)

ที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องดังกล่าวเป็นผลสำเร็จต่อไป

ที่ประชุมรับทราบ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณากฎหมายตามแผนการปฏิรูป        ด้านการเกษตรและสหกรณ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการพิจารณาข้อมูลร่างกฎหมาย          ด้านการเกษตรและสหกรณ์ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านการพิจารณาและได้มีการจัดทำรายงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ จำนวน ๑๐ ฉบับ ซึ่งคณะอนุกรรมการได้กำหนดกรอบแนวทางพิจารณาโดยจัดลำดับความจำเป็นเร่งด่วน กล่าวคือ อยู่ในวาระเร่งด่วนระยะที่ ๑ จำนวน ๓ ฉบับ อยู่ในวาระเร่งด่วนระยะที่ ๒ จำนวน ๒ ฉบับ และอยู่ในวาระเร่งด่วนระยะที่ ๓ จำนวน ๕ ฉบับ

 

ภารกิจการสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อน         การปฏิรูปประเทศ

                       พลเอกชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ ได้รายงานเกี่ยวกับการสร้างเครือข่ายร่วมการปฏิรูปประเทศ ดังนี้

๑. วันที่ 29 มิถุนายน 2559 เวลา 9.30 นาฬิกา Road Show พรรคประชาธิปัตย์ และเวลา ๑๑.๓๐ นาฬิกา พรรคเพื่อไทย

๒. วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา บรรยายสรุปแก่คณะทูตานุทูต ณ           ห้องสารนิเทศ อาคารรัฐสภา ๑ ชั้น ๑

๓. ประธานคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปจะมีการสร้างเครือข่ายร่วมการขับเคลื่อนการปฏิรูปในระดับจังหวัด โดยในวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เริ่มสร้างเครือข่ายร่วม
การขับเคลื่อนการปฏิรูปในระดับจังหวัด ในจังหวัดนครราชสีมาเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่าย

๔. วันที่ 5 สิงหาคม 2559 พบปะแลกเปลี่ยนที่ประชุมสภานิสิตนักศึกษาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยและสภานิสิตนักศึกษาอีก ๕0 แห่ง ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ

 

ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

                       – รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การขับเคลื่อน           การปฏิรูประบบการอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี

ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่า                  ในคราวประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๓/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบให้เสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี ต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๓๙/๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้แทนกระทรวงแรงงาน         ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๑. เห็นชอบให้ขับเคลื่อนรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการอาชีวศึกษาสู่อาชีวศึกษาทวิภาคี

๒. ส่งรายงานแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน            รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ และเรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) ในฐานะ           รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบการศึกษา (คณะที่ ๑)             เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนให้ความเห็นชอบนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ และส่งแผนการปฏิรูปพร้อมข้อสังเกตของที่ประชุมให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

 

                       – รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก

                       ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่า                  ในคราวประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๔/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบให้เสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการ ศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก ต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา ๓๙/๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง                   ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๑. เห็นชอบให้ขับเคลื่อนรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เรื่อง      การบริหารจัดการศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก

๒. ส่งรายงานแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน            รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ และเรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) ในฐานะ           รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบการศึกษา (คณะที่ ๑)             เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนให้ความเห็นชอบนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ และส่งแผนการปฏิรูปพร้อมข้อสังเกตของที่ประชุมให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

 

                       – รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม                       การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม เรื่อง การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (National Sports University : NSU) พร้อมร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. ….

ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่า                 ในคราวประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๖/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบให้เสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม เรื่อง การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (National Sports University : NSU) พร้อมร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. …. ต่อคณะรัฐมนตรี   ตามมาตรา ๓๙/๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนสำนักงาน ก.พ. ผู้แทนสำนักงาน ก.พ.ร. ผู้แทนสำนักงบประมาณ และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๑. เห็นชอบให้ขับเคลื่อนรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม เรื่อง การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (National Sports University : NSU) พร้อมร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. ….

๒. ส่งรายงานแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน            รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ และเรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร) ในฐานะ           รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรมและการกีฬา (คณะที่ ๖) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนให้ความเห็นชอบนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ และส่งแผนการปฏิรูปพร้อมข้อสังเกตของที่ประชุมให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

Share Button

ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ ม. 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

image

วันนี้ (29 มิถุนายน) เวลา 13.30 น. จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะลงมติวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 วรรคสอง มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 หรือไม่ ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ เห็นว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61 วรรค 2 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2557 มาตรา 4 จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557
สำหรับมาตรา 61 วรรค 2 ระบุว่า ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและกำหนดโทษว่า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้
ในกรณีเป็นการกระทำความผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปี

ที่มา : มติชน

Share Button

กระทรวงศึกษาธิการ

Share Button

กระทรวงมหาดไทย

moi
Share Button

สปท. เดินหน้ากิจกรรม Roadshow พบสองพรรคใหญ่ เริ่มต้นที่พรรคประชาธิปัตย์

10

วันพุธที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ณ พรรคประชาธิปัตย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง พร้อมด้วยนายกษิต ภิรมย์ ศ. พิเศษ พ.ต.ต ยงยุทธ สาระสมบัติ นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นางนินนาท ชลิตานนท์ นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย ศ. ธรรมศักดิ์ พงษ์พิศยมาตร และพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พบปะหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายเกียรติ สิทธีอมร นายอัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อรายงานความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศ ทั้ง ๑๑ ด้าน รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวทางในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พร้อมทั้งมอบสรุปรายงานผลการดำเนินงานในรอบ ๖ เดือนมห้แกนายอภิสิทธิ์ด้วย
พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมืองหลักของประเทศ โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างกัน เป็นการเปิดกว้างเพื่อรับฟังความคิดเห็นด้านการปฏิรูปประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ
นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวต้อนรับ และฝากข้อสังเกต ข้อห่วงใย พร้อมทั้งข้อเสนอแนะยังสปท. ว่า งานด้านการปฏิรูปเป็นงานยาก และต้องได้รับความร่วมมือกับทุกภาคส่วน การปฏิรูปต้องเดินหน้าแบบทีส่วนร่วม และต้องมีความชัดเจนว่าปฏิรูปบนหลักคิดอะไร หากมีสิ่งเหล่านี้ครบถ้วนจะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้ พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนและหลักการที่ชัดเจน และเชื่อมั่นว่า พรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปประเทศ หากกระบวนการทางการเมืองยังไม่ดีขึ้น งานทุกอย่างจะไม่สามารถเดินหน้าได้
นายอลงกรณ์ กล่าวขอบคุณสำหรับข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ และข้อห่วงใย สปท. จะนำไปพิจารณา ความกังวลของหัวหน้าพรรคปชป. ไม่ต่างจากที่สปท. กังวล แต่ภายใต้ข้อจำกัดที่มี สปท. พยายามสร้างเครือข่ายสปท.  สร้างสถาบันการปฏิรูป และสร้างประชาคมปฏิรูป สร้างจุดร่วมเรื่องการปฏิรูปว่า การปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนต้องช่วยกันเพื้อให้การปฏิรูปประเทศสำเร็จ จากนั้นประธานกมธ. แต่ละคณะ ได้รายงานความคืบหน้าแผนปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ อาทิ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ด้านเศรษฐกิจ

กิจกรรมการเดินสาย ( Roadshow) พบปะหารือกับพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และสื่อมวลชน เป็นไปตามยุทธศาสตร์ “สื่อสารทั่วไทย สื่อไกลทั่วโลก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานให้ทราบถึงความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศ พร้อมทั้งรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ จากทุกพรรคการเมือง ทุกกลุ่มการเมือง และสื่อมวลชนทุกแขนง เพื่อสร้างความเข้าใจ และร่วมมือกันเดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปด้วยกัน แยกการเมืองออกจากการปฏิรูป เพราะการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องของทุกคน เป็นอนาคตของทุกคน และเป็นอนาคตของประเทศ การปฏิรูปประเทศจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ต้องช่วยกันปฏิรูปประเทศต่อไป เพื่อทำให้การปฏิรูปประเทศประสบผลสำเร็จ การปฏิรูปประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ปัญหาที่สะสมหมักหมมมาหลาย  สิบปี จำเป็นต้องได้รับการสะสาง คลี่คลาย แก้ไข และวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ ตลอดจนการกำหนดวิธีการที่จะปฏิรูปแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เมื่อมีการปฏิรูปย่อมก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และเป็นธรรมดาที่จะต้องมีกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้นการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันขับเคลื่อนและเดินหน้าปฏิรูปประเทศไปด้วยกัน

Share Button