Monthly Archives: กรกฎาคม 2016

งานเลี้ยงรับรอง เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันชาติสาธารณรัฐสิงค์โปร์

S__288464917

วันอังคารที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องแกรนด์บอมรูม โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พร้อมด้วยนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ร่วมงานเลี้ยงรับรอง เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันชาติสาธารณรัฐสิงค์โปร์ ตามคำเชิญของนางฉั่ว ซิ่ว ซาน (H.E.Mrs. Chua Siew San) เอกอัครราชทูตสิงค์โปร์ประจำประเทศไทย

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐสิงคโปร์เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๐๘ และมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกันในทุกด้าน ไม่ว่าด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันในระดับต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ตลอดระยะเวลา ๕๑

Share Button

ประชุมคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อซักซ้อมแนวปฏิบัติในการชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย (วิป ๓ ฝ่าย) ในวันพุธที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ ณ ทำเนียบรัฐบาล

9bac7823-3051-415f-8def-51ac09bc9a63

วันอังคารที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๑ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง พร้อมด้วยคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประชุมเพื่อซักซ้อมแนวปฏิบัติ ในการชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย (วิป ๓ ฝ่าย) ในวันพุธที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๙ ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา จำนวน ๒ เรื่อง ได้แก่ ๑. เรื่อง การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และ ร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. …. ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และ ๒. เรื่อง การปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชน ทั่วประเทศ และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม

โดยมีนางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และพลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย กรรมาธิการฯ พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และนายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เข้าร่วมหารือ เพื่อซักซ้อมแนวปฏิบัติใน การชี้แจง เพื่อสร้างความเข้าใจถึงประเด็นที่ควรนำเสนอและตอบคำถามต่อที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย

Share Button

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายครั้งที่ ๒๔/๒๕๕๙ วันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๓๐ น. ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ชั้น ๓ ตึกบัญชาการ ๑ ทำเนียบรัฐบาล

whip24

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย (คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ)ครั้งที่ ๒๔/๒๕๕๙ วันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๓๐ น. ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ชั้น ๓ ตึกบัญชาการ ๑ ทำเนียบรัฐบาล

สรุปความเห็นของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำเชื้อเพลิง พ.ศ. ….
ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้แจ้งผลการพิจารณาความเห็นเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำเชื้อเพลิง พ.ศ. …. สรุปได้ดังนี้

– เห็นควรคงวัตถุประสงค์ตามร่างพระราชบัญญัติฯ ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอ – องค์ประกอบของคณะกรรมการ ประกอบด้วย ภาครัฐ ๑๐ คน ผู้ทรงคุณวุฒิที่ระบุสาขา ๕ คน รวม ๑๕ คน
– ควรกำหนดฐานะของกองทุน ให้มีสถานะเป็นบวก ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นลบไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท
– เห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ในประเด็นคำนิยามมาตรา ๓ ของร่าง คำว่า “โรงกลั่น” (๑) หมายถึง โรงแยกก๊าซ โรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและสารละลาย ซึ่งเห็นว่า ไม่ควรรวมโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและสารละลาย ไว้ในคำนิยามดังกล่าว
– เห็นควรให้ยุบรวมร่างพระราชบัญญัติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และกระทรวงพลังงาน ให้เหลือเพียงฉบับเดียว
– เห็นด้วย การส่งเรื่องให้คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ ๒ ด้านเศรษฐกิจ รับไปดำเนินการ
– ขอแก้ไขคำนิยามมาตรา ๓ อันเนื่องมาจากความคลาดเคลื่อนทางเอกสาร คำว่า “ก๊าซ” และคำว่า “โรงงานอุตสาหกรรม”

ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

– รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่อง การบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. ….
ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่าในคราวประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๗/๒๕๕๙ เป็นพิเศษ วันอังคารที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุม ได้พิจารณาและเห็นชอบให้เสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่อง การบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. …. ต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๓๙/๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ) ผู้แทนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงาน กสทช. และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๑. เห็นชอบให้ขับเคลื่อนรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่อง การบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. ….
๒. ส่งรายงานแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ เรียนรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านระบบราชการฯ (คณะที่ ๓) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนให้ความเห็นชอบนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ และส่งแผนการปฏิรูปพร้อมข้อสังเกตของ ที่ประชุมให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ) พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

– รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น : การปฏิรูปการบริหารจัดการของหน่วยงานทาง
ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่าในคราวประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๘/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้พิจารณา และเห็นชอบให้เสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น : การปฏิรูปการบริหารจัดการของหน่วยงานทาง ต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา ๓๙/๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้แทนกระทรวงคมนาคม ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) และผู้แทนสำนักงบประมาณ ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๑. เห็นชอบให้ขับเคลื่อนรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น : การปฏิรูปการบริหารจัดการของหน่วยงานทาง
๒. ส่งรายงานแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ เรียนรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านระบบราชการฯ (คณะที่ ๓) และรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านเศรษฐกิจฯ (คณะที่ ๒) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนให้ความเห็นชอบนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ และส่งแผนการปฏิรูปพร้อมข้อสังเกตของที่ประชุมให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

การรายงานผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ

ตามที่ที่ประชุม เสนอให้มีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการโดยคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล (กขร.) ฝ่ายเลขานุการฯ จึงขอนำเสนอข้อมูลการขับเคลื่อน ซึ่ง กขร. ได้มีการประชุม ครั้งที่ ๗/๒๕๕๙ เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ สรุปได้ดังนี้

– เรื่อง การอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (Building Energy Code : BEC)
กขร. พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่จะส่งผลต่อการลดใช้พลังงานได้ โดยการควบคุมอาคารในระยะแรกจะมุ่งเน้นอาคารที่มีขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากกว่า ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตร และกระทรวงพลังงานได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยแล้ว อีกทั้งยังมีมาตรการในการช่วยเหลือเยียวยา และส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานรับไปพิจารณาแนวทางมาตรการในการช่วยเหลือเยียวยาให้เหมาะสม และสร้างแรงจูงใจ รวมถึงเตรียมความพร้อมในเรื่องการขออนุญาต และขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดการพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมอาคาร โดย กขร. จะได้มีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในเดือนกันยายน ๒๕๕๙
– เรื่อง การปฏิรูปการบริหารงานสอบสวนและการให้บริการประชาชนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กขร. พิจารณาแล้วเห็นว่า ระบบ CRIMES ควรจะได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย และจะต้องสร้างระบบการบริหารจัดการข้อมูลให้มีความทันสมัย ถูกต้องตลอดเวลา โดยขอให้ ตร. ประสานงานกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อขอความร่วมมือในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวให้สัมฤทธิ์ผลต่อไป ทั้งนี้ ขอให้ ตร. และ ยธ. เชื่อมโยงแผนปฏิรูปกิจการตำรวจให้มีความสอดคล้องกันและสนับสนุนซึ่งกันและกันดัวย รวมถึงขอให้ สมช. รับไปพิจารณาเรื่องล่ามรวม เพื่อแก้ไขการขาดแคลนล่ามและที่ปรึกษาในด้านต่าง ๆ ด้วย

Share Button

การสัมมนาเรื่อง “เดินหน้า…ปฏิรูปการกีฬา และวัฒนธรรม อย่างไรให้สำเร็จ”

DSC_5551

วันที่ ๒๗ ก.ค.๕๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา ๑ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. คนที่หนึ่ง เป็นประธาน กล่าวเปิดการสัมมนาเรื่อง “เดินหน้า…ปฏิรูปการกีฬา และวัฒนธรรม อย่างไรให้สำเร็จ” และ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ โฆษก กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะวัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรมและประธานอนุ กมธ.การสื่อสารสังคมเป็นผู้กล่าวรายงาน โดยรองประธาน สปท. คนที่หนึ่ง ได้กล่าวว่า กีฬาคือหัวใจของการสร้างความสามัคคีในระดับสากลมายาวนาน แม้จะมีความแตกต่างทาง เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ความคิด และอุดมการณ์ทางการเมืองก็สามารถเข้าสู่เวทีภายใต้ กฎ กติกา เดียวกันได้ ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้เป็นการก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ โดยการยกระดับประเทศนั้น จะต้องมีรากฐานที่สำคัญซึ่งก้าวต่อไปของประเทศ จะเป็นอนาคตของทุกคนและการปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูปประเทศของเรา ทั้งนี้ นับแต่ สปท.ได้ตั้งคณะ กมธ.ด้านกีฬาศิลปะ วัฒนธรรมฯ ขึ้นคณะ กมธ.ได้ดำเนินงานไปในหลายส่วนทั้งการจัดทำรายงานตามแผนการปฏิรูปด้านกีฬาและวัฒนธรรมซึ่ง สปท.ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วในหลายเรื่อง อาทิ การจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติการจัดพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางวัฒนธรรม การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ดังนั้น ในวันนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่คณะ กมธ. ได้จัดสัมมนาเพื่อสร้างการรับรู้ และสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านกีฬาและวัฒนธรรมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปจากนั้นเป็นการสัมมนาเรื่อง “เดินหน้า…ปฏิรูป การกีฬาและวัฒนธรรมอย่างไรให้สำเร็จ” โดยมี นายชาญวิทย์ ผลชีวิน รองประธาน กมธ.และผู้ช่วยโฆษก กมธ.นายบวรเวท รุ่งรุจี ผู้ช่วยโฆษก กมธ. และผู้ช่วยเลขานุการ กมธ.นายบุญเลิศ คชายุทธเดช รองประธานอนุ กมธ.การสื่อสารสังคมเป็นวิทยากร และ น.ส.อรุณโรจน์ เลี่ยมทอง เป็นผู้ดำเนินรายการ

Share Button

ประชุมคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อซักซ้อมแนวปฏิบัติในการชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย (วิป ๓ ฝ่าย) ในวันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ณ ทำเนียบรัฐบาล

SPC_3323

วันอังคารที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๑ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่ ๑ และ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง พร้อมด้วยคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประชุมเพื่อซักซ้อมแนวปฏิบัติในการชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย (วิป ๓ ฝ่าย) ในวันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีรายงานของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูล และร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. …. และรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น : การปฏิรูปการบริหารจัดการของหน่วยงานทาง

โดยมี นางเบญจวรรณ สร่างนิทร ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ และนายอนุสิษฐ คุณากร ประธานอนุกรรมาธิการศึกษา เสนอแนะมาตรการและกลไก ในการปลูกฝังและป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ นายสมชาติ เจศรีชัย เลขานุการ นางสาวกวินา กิจกำแหง อนุกรรมาธิการ และว่าที่ร้อยตรี สรายุทธ บุญเลิศกุล อดีตอนุกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะ (สปช.) เข้าร่วมหารือ เพื่อซักซ้อมแนวปฏิบัติ ในการชี้แจง เพื่อสร้างความเข้าใจ ถึงประเด็นที่ควรนำเสนอและตอบคำถามต่อที่ประชุมวิป ๓ ฝ่าย

Share Button

ส.ป.ก.เตรียมชงจัดการพื้นที่ 100 ไร่ เสนอ รมว.เกษตรฯ สัปดาห์นี้ คาดอีก 30 วันได้ที่ดินแปลงใหญ่คืน 1 แสนไร่

55BBEC5E28FC4D70AA3F14EBC95C3A6B

นายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า หลังจากจัดการกับที่ดิน ส.ป.ก. ที่มีผู้ครอบครองอย่างผิดกฎหมาย 500 ไร่ขึ้นไป จำนวน 429 แปลง โดยคาดว่าจะเสร็จทั้งประเทศในวันที่ 20 ก.ค.นี้แล้ว ส.ป.ก.เตรียมเสนอแปลงที่มีการผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.ผิดกฎหมายพื้นที่ 100 ไร่ขึ้นไปต่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเสนอหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดำเนินการต่อไป โดยพื้นที่ ส.ป.ก.ที่มีผู้ครอบครองอย่างผิดกฎหมาย 100 ไร่ขึ้นไป มีทั้งหมดประมาณ 2.6 หมื่นแปลง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาผู้ครอบครองได้แจ้งต่อ ส.ป.ก.ว่าจะขอแบ่งแยกแปลงเองเพื่อจัดให้กับเกษตรกรหรือคนในการดูแล แต่ ส.ป.ก.ไม่ยินยอม เนื่องจากผู้ที่ได้ที่ดินจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ส.ป.ก. และการกระทำลักษณะดังกล่าวไม่เป็นไปตามเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการให้จัดเป็นรูปของสหกรณ์ ไม่จัดให้เป็นรายบุคคล ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย ได้ให้ทำรายละเอียดโครงการและพื้นที่เพื่อเตรียมงบประมาณสนับสนุนในการจัดที่ดินตามนโยบายรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ในส่วนของที่ดินแปลงใหญ่ที่ ส.ป.ก.จะถอนฟ้องดำเนินคดีแล้วใช้มาตรา 44 ตามคำสั่ง คสช.ไปดำเนินการนั้น คาดว่าจะได้ที่ดินในกลุ่มนี้มากกว่า 1 แสนไร่ เนื่องจากที่ผ่านมา ส.ป.ก.ได้ฟ้องร้องทั้งแพ่งและอาญากับผู้บุกรุกและใช้ประโยชน์จากที่ดินผิดกฎหมาย แต่ละคดีจะมีการฟ้องร้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าคดีจะสิ้นสุดก็สามารถเก็บผลประโยชน์ได้คุ้มแล้ว

“ในครั้งนี้การดำเนินการโดยกฎหมายตามอำนาจมาตรา 44 คาดว่าหลังครบกำหนดการประกาศ 1 ส.ค. จะมีการแสดงตัวไม่มาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนมีฐานะเพราะเกรงกระทบชื่อเสียง ขณะที่กลุ่มผู้มีอิทธิพลก็คาดว่าจะไม่แสดงตัว เพราะฝ่ายความมั่นคงจะเข้าไปดำเนินการตามคำสั่ง คสช. ดังนั้นเมื่อครบกำหนด 30 วัน ก็คาดว่าจะทำให้เริ่มมองเห็นแปลงที่ดินที่ ส.ป.ก.จะได้คืนกลับมา“ นายสรรเสริญ กล่าว

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ดินที่จะมีการถอนคดีเพื่อนำมาตรา 44 ไปใช้ อาทิ 1.แปลงสวนปาล์ม ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 715 ไร่ ครอบครองโดยนายสุทัศน์ คุณรักษ์พงษ์ 2.บริษัท รวมชัยบุรีปาล์มทอง พื้นที่ 1,749 ไร่ ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี 3.บริษัท จิวกังจุ้ยพัฒนา พื้นที่ 1,434 ไร่ 4.แปลงของนายกัมพล ตันสัจจา พื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 586 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สวนปาล์มรายใหญ่ 3 แปลงที่อยู่ระหว่างฟ้องร้องคดีเนื้อที่รวม 1.46 หมื่นไร่ ได้แก่ 1.สวนปาล์มของบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม มีการบุกรุกที่ดิน 9,633 ไร่ 2.สวนปาล์มของบริษัท ปาล์มไทยเกษตร จ.สุราษฎร์ธานี บุกรุกที่ 2,117 ไร่ และ 3.สวนปาล์มน้ำมันของบริษัท เขาพนมแพรนเตชั่น จ.กระบี่ มีการบุกรุกที่ดิน 2,898 ไร่

Share Button

‘ประยุทธ์’ ปลื้มการบินไทยคว้ารางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ด้านการบริการลูกค้า

C2DEF3F7-AB27-40E8-A05C-4578221AD99B

โฆษกรัฐบาลเผย ‘ประยุทธ์’ ปลื้มสายการบินไทยคว้ารางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ด้านการบริการลูกค้า เร่งเดินหน้าตามแผนปฏิรูปองค์กร พร้อมแจงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการบิน ชี้ ICAO ชื่นชมไทย

พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สายการบินไทย ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติ ได้รับรางวัลอันดับ 1 ประเภทสายการบินที่มีการปรับปรุงคุณภาพการบริการดีขึ้นมากที่สุด และอันดับ 1 ประเภทสายการบินที่ให้บริการสปาเลาจน์ยอดเยี่ยม จากการสำรวจความพึงพอใจของนักเดินทางทั่วโลก ระหว่างเดือน ส.ค.58 – พ.ค.59 โดยสกายแทรกซ์

รวมทั้งยังเป็น 1 ใน 3 ของสายการบินที่ให้บริการอาหารสำหรับชั้นประหยัดยอดเยี่ยม สายการบินที่มีพนักงานให้บริการยอดเยี่ยมของเอเชีย และสายการบินที่ให้บริการภาคพื้นที่สนามบินยอดเยี่ยม

“ท่านนายกฯ ฝากแสดงความยินดีกับบริษัทการบินไทย และให้กำลังใจผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในการทำงานเพื่อปฏิรูปองค์การตามแผนปฏิรูปที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 58 และเข้าสู่การปฏิรูปในระยะที่ 2 ในขณะนี้ โดยเฉพาะความเป็นเลิศในการบริการลูกค้า โดยได้กำชับให้พิจารณาปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของบริษัทให้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขัน”

พลตรี สรรเสริญ กล่าวต่อถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน ว่า ขณะนี้มีความก้าวหน้าเป็นลำดับตามแผนแก้ไขปัญหาที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จัดทำขึ้น หลังจากที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดจัดตั้ง กพท. และเจรจาลงนามกับ EASA เรื่องขอบเขตของงานและความร่วมมือ รวมทั้งแจ้งรายละเอียดกับสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาถึงสิ่งที่ไทยจะดำเนินการ

รัฐบาลได้คัดสรรและบรรจุบุคลากรตามโครงสร้างของ กพท.ในทุกด้าน ฝึกอบรมผู้ตรวจสอบความปลอดภัยการบินระยะที่ 1 จำนวน 17 คน และมาตรฐานความปลอดภัยด้านอื่นอีก 52 คน และว่าจ้างองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากลจากสหราชอาณาจักรเข้ามาช่วยตรวจสอบและประเมินเพื่อออกใบรับรองธุรกิจการบินต่าง ๆ รวมทั้งร่วมมือกับ EASA และ JICA เพื่อยกระดับการกำกับดูแลความปลอดภัยการบินพลเรือนในระยะยาว

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบและประเมินเพื่อออกใบรับรองแก่ธุรกิจการบินที่ให้บริการระหว่างประเทศ 28 ราย และเตรียมพร้อมรับการประเมินจาก ICAO ในช่วงเดือน ธ.ค.59 – มี.ค.60 จากนั้นจะตรวจสอบและประเมินธุรกิจการบินที่ให้บริการในประเทศอีก 13 รายต่อไป

“ICAO ชื่นชมรัฐบาลไทยที่เอาจริงเอาจังและมีวิสัยทัศน์ที่ดีต่อการแก้ไขปัญหา โดยมีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลืออย่างพร้อมเพรียง พร้อมทั้งให้กำลังใจให้ดำเนินการสำเร็จเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ซึ่งไทยคาดหวังว่าความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกฝ่ายจะมีส่วนช่วยยกระดับมาตราฐานความปลอดภัยทางด้านการบินของไทยให้ดีขึ้นเป็นลำดับ

Share Button

เปิดโฉม เมกกะโปรเจค “คลองไทย” …มาแล้ว

5E35867A-323C-4BED-A036-2E3C04534C37

เตรียมเสนอ “นายกฯ”พิจารณา ทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ เส้นทาง 9A จาก สงขลา-นครศรีธรรมราช-ตรัง-กระบี่ ระยะทาง 135กม.กว้าง 350-400 เมตร ลึก 30 เมตร พร้อมแผนรองรับ. สร้าง เกาะเทียม 2เกาะ ที่สงขลาและกระบี่ ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว และศูนย์กลาง Logistics. หวังผลด้านเศรษฐกิจเติบโตอย่างมาก /ใช้แผนร่วมทุนหลายชาติ. 48,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ใช้เวลาขุด 6ปี/”พลเอกหาญ ลีลานนท์” อดีตแม่ทัพดับไฟใต้ส่งหนังสือถึง “นายกฯบิ๊กตู่” สนับสนุน ขุด”คลองไทย” ทำเสียที ไม่มีผลต่อความมั่นคง หวังรัฐบาลนี้ ไม่”เสียของ” และทำประเทศไทย มั่งคั่ง ยั่งยืน

2307A356-4C9B-4012-B436-288E4151A9F2

มีรายงานว่า สมาชิกสปท.สายทหาร กลุ่มหนึ่ง ว่า เตรียมที่จะเสนอ โครงการ ขุด”คลองไทย” ให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. รวมทั้ง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม พิจารณา. หลังจากที่ได้ร่วมกับ สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไทย-จีน และภาคเอกชนของจีน ศึกษามาเป็นเวลาแรมปี

9B1B1EA2-182D-4082-AD63-710FF1D04F80

โดยผลจากการศึกษาเบื้องต้น ได้มาทำเป็นแผนโครงการขุด “คลองไทย” โดยนำข้อมูลจากการศึกษาของทุกคณะในอดีตที่ผ่านมา มาประเมินแล้ว รวมทั้งมีการลงพื้นที่หลายครั้ง. ก็พบว่า เส้นทางที่เหมาะสมในการขุด “คลองไทย” มากที่สุดคือ เส้นทาง 9A

จาก ระโนด สงขลา- ควนขนุน พัทลุง- นครศรีธรรมราช -กันตัง ตรัง- อ่าวน้อยกระบี่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสภาพป่าน้อยที่สุด

แต่ก็พาดผ่าน ส่วนหนึ่งของ ลุ่มน้ำปากพนัง แม่น้ำตรัง พรุควนเคร็ง ผ่านชุมชนในบางจุด แต่ถือว่า เป็นเส้นที่มีสร้างผลกระทบน้อยที่สุด

โดยจะเป็นการร่วมทุนของหลายชาติ โดยเฉพาะ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น สเปน หรือแม้แต่สิงคโปร์ ที่แสดงความสนใจ. โดยใช้เงินทุน ราว 48,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ. ใช้เวลาขุด 6 ปี ทั้งนี้จากแผนรองรับตามโครงการนี้ จะมีการนำ ดินที่ได้จากการขุดคลองไทยปริมาณดิน จากการขุด ราว 5,300 ล้านลูกบาศม์เมตร ไปถม ทำเกาะเทียม2 เกาะ ที่ฝั่งอ่าวไทย คือที่. จ.สงขลา และฝั่งอันดามัน ที่ จ.กระบี่ โดยจะเรียกว่าเป็น “เกาะเหนือ” และ เกาะใต้

โดย เกาะเหนือ ถมเกาะได้ พื้นที่ 83ตร.กม. โดยมีแผนทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ทะเล สนามกอล์ฟ โรงแรมใหญ่ สวยงาม โดยจัดทำเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ”

ส่วนเกาะใต้ ฝั่งอันดามันที่กระบี่ จะถมเกาะได้พื้นที่ 84ตร.กม. โดยจะทำเป็นท่าเรือน้ำลึก โซนโลจิสติก สถานีขนส่ง และคลังสินค้า

ตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ นี้ จะมีการสร้าง สะพานเชื่อม 2ฝั่งของ”คลองไทย จำนวน 4 สะพาน และ 5 อุโมงค์

โดยเป็น สะพานแขวน สำหรับรถยนต์และสะพานรูปโค้ง ด้านบน สำหรับ รถไฟสายใต้ และอุโมงค์ลอดใต้คลองสาขา ถนน 3ช่องจราจรแยกไปกลับ

ทั้งนี้ จากการศึกษา พบว่า เนื่องจาก ช่องแคบมะละกา ในปัจจุบัน มีความหนาแน่น เรือสินค้าผ่าน 8 หมื่นลำต่อปีหรือคิดเป็น 6.6นาทีต่อลำ และคาดว่า ในอีก5ปีข้างหน้า จะไม่สามารถรองรับปริมาณเรือที่เพิ่มขึ้นได้

ทั้งนี้การขุด “คลองไทย” จะทำให้สามารถ ลดระยะเวลา เดินทางได้ 700 Kmหรือราว 40ชม.

แหล่งข่าวในทีมศึกษาฯ ระบุว่า เราต้องก้าวข้ามความกลัวต่างๆ เพราะเราคิดกันมาเป็นร้อยๆปี ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์. จนป่านนี้ก็ได้แต่ศึกษา ไม่มีความคืบหน้า. เราควรจะต้องเร่งตัดสินใจ เพื่อสร้างประเทศที่เจริญก้าวหน้าเศรษฐกิจดี ร่ำรวย ไว้ให้ลูกหลาน”

ด้าน พลเอกหาญ ลีลานนท์ อดีตแม่ทัพภาค4 และเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการศึกษา “คลองไทย” ของสปท. ได้ส่งหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาโครงการนี้

“รัฐบาลควรจะรับไว้พิจารณา และศึกษาและทำให้จริงจัง ให้เป็นจริงเสียที เพราะนี่เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้ ประเทศไทยเรามีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ผมสนับสนุนโครงการนี้ โดยไม่ได้มีผลประโยชน์ใดๆ. แต่เพราะ สนับสนุนมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีรัฐบาลใด กล้าที่จะตัดสินใจ ทำเพื่ออนาคตของประเทศและลูกหลาน โดยมีผลการศึกษา ข้อดีข้อเสียให้พิจารณา

ผมเชื่อว่า ในอนาคต เมื่อมีการ ขุดคลองไทย นี้ขึ้นมาได้สำเร็จ. เศรษฐกิจประเทศไทยก้าวหน้า เราจะเป็นพี่ใหญ่ในอาเซี่ยน. คนไทยมีงานทำมากมาย. จะมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน รัฐบาลของท่าน จะไม่ “เสียของ” แล้ว วันนั้น ทุกคนจะเรียกติดปากว่า “คลองประยุทธ์” เลยทีเดียว” พลเอกหาญ กล่าว

“นี่เป็น อนาคตของประเทศ และถือเป็นครั้ง ประวัติศาสตร์ที่ รอ พลเอกประยุทธ์ ซึ่งเป็นผู้นำ ที่มีความเด็ดขาด ที่จะตัดสินใจ” พลเอกหาญ กล่าวเพิ่มเตืม

ในฐานะที่ดูแลแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้มา นั้น มองว่าในเชิงความมั่นคง ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ อย่าไปพูดตามกันหรือเชื่อตามกันว่า จะเป็นการแบ่งดินแดน มันเป็นไปไม่ได้. แต่ตรงกันข้ามเศรษฐกิจที่ดี จะทำให้ ขบวนการก่อความไม่สงบเหล่านี้ ไม่สามารถ ใช้ความยากจนของประชาชนในพื้นที่ มาเป็นเครื่องมือในการ ปลุกปั่นประชาชน หรือจ้างด้วยเงินเล็กน้อย ให้ก่อเหตุได้

อีกทั้งกองทัพ เราก็มีหน่วยทหารอยู่ทุกพื้นที่ ไม่ต้องห่วงเรื่องความมั่นคง ไม่ใช่การแบ่งดินแดน เพราะเรามีการสร้างสะพานเชื่อมต่อทั้่ง ข้างบนและใต้ทะเล ถึงเวลาที่รัฐบาลควรต้องตัดสินใจ

Share Button

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการประชุมเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting :ASEM) ครั้งที่ ๑๑ ณ กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย

9042CD71-07A3-40B5-B752-0784498D4008

วันนี้ (วันจันทร์ที่ ๑๘ ก.ค.๕๙) ขอนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเดินทางของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าร่วมการประชุมเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting :ASEM) ครั้งที่ ๑๑ ณ กรุงอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย ระหว่างวันที่ ๑๔ – ๑๖ ก.ค.๕๙ (ข้อมูลจากเว็บไซต์ รัฐบาล ไทย http://www.thaigov.go.th/index.php/th/government-th1/item/105078) และผลการหารือทวิภาคีกับนายซักเคีย แอลแบคดอร์จ (H.E. Mr. Tsakhia Elbegdorj) ประธานาธิบดีมองโกเลีย ระหว่างการประชุมฯ เมื่อวันที่ ๑๕ ก.ค.๕๙ (ข้อมูลจากเว็บไซต์ รัฐบาลไทย http://www.thaigov.go.th/index.php/th/government-th1/item/105201-105201) ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

๑. การประชุมเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting :ASEM) ครั้งที่ ๑๑
๑.๑ วัตถุประสงค์ของการประชุม ASEM เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ขยายความร่วมมือ และเสริมสร้างความเข้าใจอันดีของทั้งสองภูมิภาคผ่านการประชุม กิจกรรมและโครงการต่างๆ ในทุกระดับ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดยมีความร่วมมือครอบคลุมในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการศึกษา ASEM เป็นกรอบความร่วมมือระดับผู้นำกรอบเดียวระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรปในขณะนี้ มีสมาชิก ๕๑ ประเทศ และ ๒ องค์กร คือ สหภาพยุโรปและสำนักเลขาธิการอาเซียน การประชุม ASEM 11 ครั้งนี้ จะตรงกับการครบรอบ ๒๐ ปีของการก่อตั้งอาเซม ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยการประชุมสุดยอด อาเซม ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑ – ๒ มี.ค.๓๙ มองโกเลียจึงกำหนดหัวข้อหลักการประชุมว่า “20 Years of ASEM: Partnership for the Future Through Connectivity”
๑.๒ เอกสารผลลัพธ์การประชุม ASEM 11 มี ๒ ฉบับ ได้แก่ (๑) แถลงการณ์ประธาน (Chair’s Statement) ซึ่งเป็นสรุปผลการหารือของผู้นำ และแสดงถึงความมุ่งมั่นของสมาชิกASEMในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเอเชียกับยุโรปในด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนาอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ การส่งเสริมความเชื่อมโยง ความมั่นคงทางทะเล และ (๒) ปฏิญญาอูลานบาตอร์ (Ulaanbaatar Declaration) ซึ่งมองโกเลียได้จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ ๒๐ ปีของการก่อตั้ง ASEM โดยเน้นย้ำถึงความสำเร็จที่ผ่านมา รวมทั้งระบุวิสัยทัศน์ในทศวรรษที่ ๓ ได้แก่ (๒.๑) เสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ความเป็น หุ้นส่วน (๒.๒) ส่งเสริมความร่วมมือให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม (๒.๓) ส่งเสริมความเชื่อมโยง และ (๒.๔) การปรับปรุงกระบวนการทำงานของASEM รวมทั้งจะกำหนดให้วันที่ ๑ มีนาคมของทุกปีเป็นวันASEM เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับASEMในหมู่สาธารณชนในทุกๆ ปี

๒. ผลการหารือทวิภาคีกับนายซักเคีย แอลแบคดอร์จ (H.E. Mr. Tsakhia Elbegdorj) ประธานาธิบดีมองโกเลีย โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวมองโกเลียที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ในการเข้าร่วมการประชุม ASEM11 ซึ่งถือเป็นการเยือนครั้งแรก และรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสมามองโกเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายยินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและมองโกเลียดำเนินมากว่า ๔๐ ปี มีความร่วมมือที่ใกล้ชิดและมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และหวังว่า ประธานาธิบดี และผู้บริหารระดับสูงของมองโกเลียจะมีโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการในอนาคต ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหมืองแร่ พลังงาน การรักษาพยาบาล การท่องเที่ยว การเกษตร และความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนา
๒.๑ ด้านการค้าและการลงทุน นายกรัฐมนตรียินดีที่มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศในปี พ.ศ.๒๕๕๘ เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.๒๕๕๗ ร้อยละ ๑๘.๙๒ โดยหวังว่าไทยและมองโกเลียจะสามารถเพิ่มพูนมูลค่าการค้าระหว่างกันได้มากขึ้นอีก นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลมองโกเลีย ที่ได้ ดูแลการลงทุนของบริษัทไทยในมองโกเลีย ซึ่งไทยเห็นว่ามองโกเลียเป็นประเทศที่มีศักยภาพ อีกทั้งไทยยังมีนโยบายสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยขยายการลงทุนในตลาดใหม่
๒.๒ ด้านวิชาการและการพัฒนา ไทยและมองโกเลียยินดีที่ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสองประเทศมีมากว่า ๒๐ ปี โดยเฉพาะในลักษณะทุนฝึกอบรม ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีหวังว่าหลักสูตร International Events and Hospitality ที่ฝ่ายไทยจัดให้แก่เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศมองโกเลีย เมื่อปลายปีที่แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการจัดประชุม ASEM11 ในครั้งนี้ นอกจากนี้ไทยยังยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้ความร่วมมือไตรภาคีระหว่างไทย – มองโกเลีย และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งผู้นำทั้งสองยินดี ที่ทราบว่าความร่วมมือด้านการพัฒนาสิ่งทอผสมระหว่างไหมไทยกับแคชเมียร์มีความคืบหน้า และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความร่วมมือกันต่อไป โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อความร่วมมือในด้านนี้ และได้จัดสรรงบประมาณกว่า ๕ ล้านบาทสำหรับดำเนินโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาต้นแบบสินค้าไหมไทยและแคชเมียร์ ซึ่งได้ทราบ ว่ามีการจัดแสดงผลการวิจัยแล้ว
๒.๓ สำหรับความร่วมมือในกรอบความร่วมมือเอเชีย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณมองโกเลียที่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมและสนับสนุนไทยในการจัดการประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ ๑๔ เมื่อเดือน มี.ค.๕๙ ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้ย้ำคำเชิญผู้นำมองโกเลีย เข้าร่วมการประชุมสุดยอด ACD ครั้งที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๘ – ๑๐ ต.ค.๕๙ ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ รวมทั้งขอความร่วมมือในการเชิญชวนประเทศสมาชิกเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย

บทสรุป นายกรัฐมนตรีไทย ได้กล่าวชื่นชมบทบาทที่แข็งขันของมองโกเลียในเวทีความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยประธานาธิบดีมองโกเลียมีบทบาทในการส่งเสริมเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม สันติภาพ และความมั่นคง อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับบทบาททางการทูตของมองโกเลีย ที่ส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ภายใต้นโยบาย “ประเทศเพื่อนบ้านที่สาม” ตลอดจนมีข้อริเริ่มที่ได้รับการยอมรับ เช่น Ulaanbaatar Dialogue on Northeast Asian Security โดยนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองของไทยว่า รัฐบาลไทยอยู่ในระหว่างการดำเนินการปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้าน เพื่อให้ ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน รวมถึงเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มั่นคงและให้ภาคส่วนต่าง ๆ มีส่วนร่วม ซึ่งในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมฯ โดยแสดงท่าทีของไทยต่อประเด็นระหว่างประเทศที่สำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมบทบาทไทยในเวทีพหุภาคี พร้อมผลักดันประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญ อาทิ การส่งเสริมความเชื่อมโยง การพัฒนาอย่างยั่งยืน และความอยู่ดีกินดีของประชาชน

Share Button

คนจนได้เฮ!! รัฐเดินหน้ารับลงทะเบียนผู้มีสิทธิเข้าโครงการสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย

image

เป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรี รับทราบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเป็นการยกระดับการจัดสวัสดิการสังคม  และการให้เงินช่วยเหลือภาครัฐไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจน  เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยให้ได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากภาครัฐอย่างตรงกลุ่มเป้าหมาย

สำหรับคุณสมบัติของผู้ขอรับสิทธิดังกล่าว ต้องมีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่  18 ปีขึ้นไป ที่ว่างงาน หรือมีรายได้ที่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ต้องเปิดเผยรายละเอียดทรัพย์สินและหนี้สิน โดยจะเปิดลงทะเบียนที่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และ ธ.ก.ส ตั้งแต่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม และทุกเดือนกันยายนของปีต่อไป

คณะรัฐมนตรี ยังเห็นชอบเสนอร่างพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาล และป้องกันปราบปรามทุจริต และประพฤติมิชอบในภาครัฐ  ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนทุกระดับ  โดยจะมีการปรับระบบการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐและเอกชน ที่มีข้อตกลงคุณธรรม ยึดหลักการ คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ จากนั้นจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเห็นชอบต่อไป   

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบให้ นายปฏิคม วงษ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และเห็นชอบให้ นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ เป็นผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอีกด้วย

Share Button