Monthly Archives: สิงหาคม 2016

สถาบันพระปกเกล้า ทำโพลทั่วประเทศ 3หมื่นคน พบคะแนนนิยม-ความเชื่อมั่น “ทหาร – บิ๊กตู่”นำโด่ง ขณะที่พรรคการเมือง “พท.”แซง “ปชป.” ส่วนผลงานรัฐบาลชาวบ้านรู้มากที่สุด “คุมราคาล็อตเตอรี่ 80 บาท “มาอันดับ 1 ขณะที่ผลงานพอใจสูงสุด “ปกป้อง- เชิดชู สถาบันฯ” ด้าน “ศาลยุติธรรม”เป็นองค์กรอิสระที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด

image

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันพระปกเกล้า ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ พ.ศ. 2559ในระหว่างวันที่ 25 ก.ค. – 3 ส.ค. 2559 ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างตามหลักสถิติกระจายทุกจังหวัด ทั่วประเทศ จำนวน33,420 คน แบ่งเป็นประชาชนในเขตเทศบาล 17,460 คน และนอกเขตเทศบาล 15,960 คน ผลการสำรวจสรุปประเด็นที่สำคัญได้ดังนี้

1.การติดตามข่าวสารทางการเมือง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 83.4ระบุว่าเคยทราบข่าวสาร (โดยผู้ที่เคยทราบข่าวสารระบุว่าทราบจากสื่อโทรทัศน์ (ฟรีทีวี) มากที่สุด ร้อยละ 93.7 รองลงมา คือ พูดคุยกับบุคคลอื่นๆ ร้อยละ 28.6 หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 15.3 อินเทอร์เน็ต ร้อยละ 11.7 หอกระจายข่าว ร้อยละ 8.5 เคเบิ้ลทีวี ร้อยละ 6.4 วิทยุ ร้อยละ 6.2 นิตยสาร/วารสาร ร้อยละ 0.4 และอื่นๆ ร้อยละ 0.1ขณะที่ ร้อยละ 16.6 ระบุว่าไม่เคยทราบข่าวสาร

2.ความคิดเห็นต่อรัฐบาล 2.1 การติดตามการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ผลการสำรวจ พบว่า ประชาชนร้อยละ 66.8 ระบุว่าติดตามการทำงานของรัฐบาลเป็นบางครั้งบางคราว ร้อยละ 16.9 ระบุว่าติดตามเป็นประจำ อีกร้อยละ 16.3 ระบุว่าไม่ได้ติดตาม

ปชช.ทราบนโยบายคุมล๊อตเตอรี่มากที่สุด – พอใจ ปกป้องสถาบัน สูงสุด
2.2 นโยบายรัฐบาล (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ที่ประชาชนทราบและมีความพึงพอใจ 5 อันดับแรก ซึ่งพบว่านโยบายของรัฐบาลที่ดำเนินการที่ประชุมทราบ 5 อันดับแรก คือ การควบคุมราคา สลากกินแบ่งรัฐบาล 80 บาท ร้อยละ 95.9 การจัดการเรื่องเบี้ยยังชีพ (ผู้สูงอายุ คนพิการ) ร้อยละ 95.4 โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง/30บาท รักษาทุกโรค)ร้อยละ95.3 การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ร้อยละ 89.2 และแก้ไขปัญหาสินค้าอุปโภค บริโภคราคาแพง ร้อยละ 87.5

ส่วนประชาชนที่ทราบนโยบายของรัฐบาลระบุว่านโยบายของรัฐบาลที่พึงพอใจ 5 อันดับแรก คือ การปกป้องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ร้อยละ 97.2 การควบคุมราคา สลากกินแบ่งรัฐบาล 80 บาท ร้อยละ 93.5 โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง/30บาท รักษาทุกโรค) ร้อยละ 92.9 การจัดการเรื่องเบี้ยยังชีพ (ผู้สูงอายุ คนพิการ) ร้อยละ 92.6 การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดิน ป่าไม้ ทะเล ร้อยละ 91.4

2.3ความสามารถในการแก้ไขปัญหาสังคม/เศรษฐกิจของรัฐบาล จากการสอบถามเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านสังคมของรัฐบาล พบว่า ประชาชน ร้อยละ 59.6 ระบุว่าแก้ไขได้บ้าง ส่วนผู้ที่ระบุว่าแก้ไขได้อย่างมาก มีร้อยละ 25.5 และแก้ไขได้เพียงเล็กน้อย มีร้อยละ 13.6 อีกร้อยละ 1.3 ไม่สามารถแก้ไขได้เลย ส่วนการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลพบว่า ประชาชนร้อยละ 59.9 ระบุว่าแก้ไขได้บ้าง และร้อยละ13.7 ระบุว่าแก้ไขได้เป็นอย่างมาก ส่วนแก้ไขได้เพียงเล็กน้อย มีร้อยละ 22.1และไม่สามารถแก้ไขได้เลย ร้อยละ 4.3
ปชช.เชื่อมั่นต่อทหารสูงสุด -นายกฯ รองลงมา
3.ความเชื่อมั่นที่มีต่อการทำงานของคณะบุคคล/สถาบัน/หน่วยงานต่างๆ ที่ประชาชนค่อนข้างเชื่อมั่นถึงเชื่อมั่นมากอยู่ในระดับที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ ร้อยละ 80 ขึ้นไป คือ ทหาร ร้อยละ 85.8 นายกรัฐมนตรี ร้อยละ 84.6 แพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ ร้อยละ 84.7 แพทย์ในโรงพยาบาลของเอกชน ร้อยละ 83.7 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ร้อยละ 82.6 และข้าราชการพลเรือน ร้อยละ 81.3

สำหรับคณะบุคคล/สถาบัน/หน่วยงานต่างๆ ที่ประชาชนค่อนข้างเชื่อมั่นถึงเชื่อมั่นมาก อยู่ระหว่าง ร้อยละ 50 ถึงร้อยละ 77 ได้แก่ รัฐบาล/คณะรัฐมนตรี (ครม.)ร้อยละ 76.2 โทรทัศน์ ร้อยละ 72.4 เจ้าหน้าที่ที่ดิน ร้อยละ 68.8 ผู้ว่าราชการจังหวัด ร้อยละ 67.8 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ./เทศบาล/อบต./สำนักเขต) ร้อยละ 65.2 เจ้าหน้าที่ศุลกากร ร้อยละ 65.0 ตำรวจ ร้อยละ 64.4 สมาชิกสภาท้องถิ่น (ส.อบจ./สท./ส.อบต./สก./สข.) ร้อยละ 63.8 หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 62.1 วิทยุกระจายเสียงทั่วไป ร้อยละ 58.4 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ร้อยละ 55.3 วิทยุชุมชน ร้อยละ 54.2 และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ร้อยละ 52.4

เชื่อมั่น พท. มากกว่า ปชป.
และคณะบุคคล/สถาบัน/หน่วยงานต่างๆ ที่ประชาชนค่อนข้างเชื่อมั่นถึงเชื่อมั่นมาก น้อยกว่า ร้อยละ 50 ได้แก่ สภาองค์กรชุมชน ร้อยละ 45.4 สถาบันพรรคการเมืองทุกพรรคการเมือง (ไม่เจาะจงพรรคใดพรรคหนึ่ง) ร้อยละ 39.7 องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ร้อยละ 37.2 ส่วนพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 35.5 และพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 34.2

ศาลยุติธรรมได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุด
4.ความเชื่อมั่นต่อการทำงานขององค์กรอิสระ จากผลการสำรวจ พบว่า องค์กรอิสระที่ประชาชนเชื่อมั่น (ค่อนข้างเชื่อมั่นถึงเชื่อมั่นมาก) ต่อการทำงานมากที่สุด คือ ศาลยุติธรรม ร้อยละ 84.5 รองลงมา คือศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองมีสัดส่วนของความเชื่อมั่นใกล้เคียงกัน ร้อยละ 81.8 และร้อยละ 81.7ผู้ตรวจการแผ่นดิน ร้อยละ 72.1 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้อยละ 71.2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ร้อยละ 70.9 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ร้อยละ 66.1องค์กรอัยการ ร้อยละ 65.0 สำหรับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อการทำงาน ร้อยละ 62.3

5. ความพึงพอใจต่อการบริการสาธารณะที่รัฐและท้องถิ่นจัดให้ 5 อันดับแรก คือ ไฟฟ้า ร้อยละ 89.9 โรงเรียน ร้อยละ 88.4 ศูนย์เด็กเล็ก ร้อยละ 83.0 การบริการสาธารณสุขและศูนย์อนามัย ร้อยละ 82.2 ถนน ร้อยละ 81.9

6. ความคิดเห็นและประสบการณ์เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น เมื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อคำกล่าวที่ว่า “บางครั้งการคอรัปชั่นในรัฐบาลก็มีความจำเป็นเพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้”นั้น พบว่า มีผู้ที่ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 75.2 (โดยระบุว่าไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 55.9 และไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 19.3) ส่วนผู้ที่เห็นด้วย ร้อยละ 8.5(ระบุว่าค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 7.3 และเห็นด้วยมากที่สุด มีเพียงร้อยละ 1.2) อีกร้อยละ 16.3 ไม่มีความเห็นในเรื่องนี้

ส่วนความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นและการรับสินบนในการปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า ประชาชนร้อยละ 57.3 ระบุว่ามีการคอร์รัปชั่นและรับสินบนในการปกครองส่วนท้องถิ่น (โดยมีผู้ที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่บางคนคอร์รัปชั่น ร้อยละ 46.0 เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่คอร์รัปชั่น ร้อยละ 8.6 และเจ้าหน้าที่คอร์รัปชั่นเกือบทุกคน ร้อยละ 2.7) และผู้ที่ระบุว่าแทบจะไม่มีใครเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่น มีร้อยละ 15.4และไม่มีความเห็น ร้อยละ 27.3

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นและการรับสินบนในการปกครองระดับประเทศ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 68.0 ระบุว่ามีการคอร์รัปชั่นและการรับสินบนในการปกครองระดับประเทศ (โดยผู้ที่เห็นว่าเจ้าหน้าที่บางคนคอรัปชั่น ร้อยละ 50.1 เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่คอร์รัปชั่น ร้อยละ 14.0 เจ้าหน้าที่คอร์รัปชั่นเกือบทุกคน ร้อยละ 3.9) ส่วนผู้ที่ระบุว่าแทบจะไม่มีใครเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่น มีเพียงร้อยละ 7.9 และอีกร้อยละ 24.1 ไม่มีความเห็น

Share Button

รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง บรรยายเรื่อง “ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ๒๐ ปี” ให้แก่ข้าราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการทหาร และข้าราชการหน่วยงานภาครัฐอื่น

image

วันศุกร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่ ๑ บรรยายเรื่อง ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ๒๐ ปี ให้แก่ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้าราชการทหาร และข้าราชการหน่วยงานภาครัฐอื่น ในโครงการฝึกอบรมการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง จัดโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รุ่นที่ ๒ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้บริหารระดับสูงให้เป็นนักคิดที่มีวิสัยทัศน์ สอดคล้องกับสถานการณ์ สามารถนำองค์กรก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงได้ทันสถานการณ์ และรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ให้ผู้บริหารระดับสูงมีทักษะการบริหารงานขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาให้เป็นนักบริหารระดับมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญ การบริหารงานอย่างรอบด้านเป็นนักบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล

โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร ได้กล่าวถึง “๓๗ วาระปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี” ว่าการปฏิรูปประเทศคือ การร่วมสร้างพาหนะใหม่ ในการเพิ่มระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างความเข้มแข็งในสังคมโลก มุ่งสู่ระดับเพดานบินใหม่ เป็นประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สร้างปีกสมดุล ลดความเหลื่อมล้ำ โดยใช้แผนที่การบินใหม่ คือยุทธศาสตร์ชาติ

๒ ปี ของการปฏิรูปประเทศ มีข้อบ่งชี้ว่าประเทศไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น อาทิ ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจาก WHO ว่ามีการบริการสุขภาพของระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุด อันดับ ๔ ของโลกในการแก้ไขปัญหาการติดต่อของโรคเอดส์และซิลิฟิส และได้รับการจัดอันดับจาก WEF ว่าเป็นประเทศที่ดีที่สุดอันดับที่ ๒๑ ของโลก และเป็นอันดับ ๕ ของเอเชีย และได้รับการจัดอันดับจาก MASTER CARD ในการเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก แซงมหานครลอนดอน และได้รับการจัดอันดับจาก IMD ว่ามีศักยภาพการแข่งขันปี ๒๕๕๙ มีอันดับดีขึ้น และธนาคารโลก ได้ปรับตัวเลขประเมินอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี ๒๕๕๙ ดีขึ้น ล่าสุดประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์น้อยที่สุดในโลก ขณะนี้เรากำลังจะก้าวสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (valued based economy) เปลี่ยนจากโมเดลเศรษฐกิจแบบ ทำมากได้น้อย เป็น ทำน้อยได้มาก คือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิด และนวัตกรรม และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น ต่อยอด ๕ อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ด้วยการเติม ๕ อุตสาหกรรมอนาคต (new S curve) ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตอล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

ที่ผ่านมาประเทศไทยขาดการพัฒนาที่มีความต่อเนื่อง มีแผนพัฒนาและยุทธศาสตร์ที่หลากหลาย การจัดสรรและการใช้งบประมาณแบบแยกส่วน ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ เป็นสิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมี จึงจำเป็นต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ยุทธศาสตร์ชาติเป็นการบริหารจัดการ มิใช่เรื่องการเมือง ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่เคยมีแผนยุทธศาสตร์มาก่อน อย่างมากก็มีเพียงแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐที่ไม่มีบทลงโทษ รวมทั้งเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น ทำให้การพัฒนาประเทศขาดความต่อเนื่อง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติเขียนไว้เป็นกฎหมาย โดยมีวัตถุประสงค์สูงสุด คือทำให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ เป็นแผนแม่บทหลักที่เป็นกรอบชี้นำการกำหนดนโยบายและแผนต่างๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ แผนยุทธศาสตร์จะช่วยแก้ปัญหาใหญ่ ๖ ปัญหาของประเทศไทย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำประเทศไทยต้องติดหล่มความขัดแย้ง ประเทศไทยจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดผลบังคับใช้ โดยมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นผู้จัดทำร่างยุทธศาสตร์ระยะ ๒๐ ปี และให้ทบทวนทุก ๕ ปี หรือเมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อวัตถุประสงค์หลักของยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยนำนโยบายรัฐบาล ๑๑ ด้าน ประเด็นปฏิรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ๑๑ ด้าน และ ประเด็นปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๓๗ วาระปฏิรูปเป็นกรอบในการจัดทำ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เป้าหมายการปฏิรูปประเทศไทยสู่อนาคต สร้างการเมืองที่เปิดกว้าง ไม่ผูกขาด มีส่วนร่วม ผู้นำดีและเก่ง ประชากรมีรายได้ ๔๘๐,๐๐๐ บาทต่อปี และมี GDP growth 6% ต่อปี เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการพัฒนาสุวรรณภูมิและอาเซียน ผลสัมฤทธิ์เด็กไทยเป็นอันดับ ๒ ของอาเซียน และอยู่ใน top 5 ของเอเชีย มีพื้นที่ป่าเพิ่มเป็น 40% ระบบน้ำครอบคลุม 70% พัฒนาให้คนไทยมีความสุขและตอบสนองต่อการบรรลุซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ ในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตสร้างรายได้ระดับสูงเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และสร้างความสุขของคนไทย สังคมมั่งคั่ง เสมอภาคและเป็นธรรม ประเทศสามารถแข่งขันได้ ทำให้ประเทศก้าวไปสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในที่สุด

แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะประสบปัญหาภายในประเทศมากมาย แต่เราก็สามารถผ่านพ้นวิกฤติมาได้ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติ ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะร่วมกันมองไปข้างหน้า ก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคข้อขัดแย้ง ร่วมมือกันปฏิรูปประเทศ ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว.

Share Button

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน

image

วันศุกร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๐๐ งนาฬิกา ณ ห้องสารนิเทศ ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….” โดยมี พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน กล่าวรายงาน

ซึ่งการประชุมในวันนี้ จัดขึ้นตามแผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการสื่อสารมวลชน ที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งเป็นการสานต่องานจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ต้องการปฏิรูปสื่อมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม ทำให้สื่อและข้อมูลข่าวสารอยู่ในรูปแบบดิจิตอล การใช้อุปกรณ์ดิจิตอลในการเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และการบริการต่าง ๆ ทั้งสื่อสารมวลชนโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ซึ่งไม่สามารถแบ่งแยกความแตกต่างของสื่อเหล่านี้ออกไปได้อีก โดยการประชุมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปสื่อในยุคสื่อหลอมรวม ที่ได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. เพื่อมากำกับดูแลสื่ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากสื่อมวลชนผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน นักวิชาการด้านการสื่อสารมวลชน และกลุ่มผู้บริโภคสื่อ

DSC_0033

DSC_0007

Share Button

รายงานการติดตามความคืบหน้าเรื่องที่เสนอการปฏิรูป ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2559

report310859
Share Button

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย (คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) ครั้งที่ ๒๘/๒๕๕๙

whip

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย (คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) ครั้งที่ ๒๘/๒๕๕๙ วันพุธที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๓๐ น. ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ชั้น ๓ ตึกบัญชาการ ๑ ทำเนียบรัฐบาล

๑. รายงานข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี (๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙) เรื่อง การจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางวัฒนธรรม พร้อมด้วยร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

กระทรวงวัฒนธรรม ได้รายงานผลการดำเนินงานตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีสรุปได้ว่า

๑) การจัดการพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางวัฒนธรรม
๑.๑ สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน วธ. เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงที่เป็นพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่ วธ. รับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนและชุมชนเห็นคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมที่บรรพชนในอดีตได้สร้างสรรค์ไว้ โดยแผนดำเนินงานระยะต่อไป วธ.มุ่งเน้นและส่งเสริม สนับสนุนการตระหนักรู้ของเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษาในพื้นที่ให้มีความรักและหวงแหนในมรดกศิลปวัฒนธรรมให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการอนุรักษ์ ดูแล รักษามรดก ศิลปวัฒนธรรม ให้มากยิ่งขึ้น
๑.๒ พัฒนาแหล่งศิลปวัฒนธรรม วธ.จะยกระดับแหล่งเรียนรู้ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้มากยิ่งขึ้น

๒) พิจารณาและจัดทำรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ
ทั้ง ๒ ฉบับ วธ.มีแผนนำเสนอร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในเดือนกันยายน
ที่ประชุมรับทราบ

๒. การเสนอแนวทางการปฏิรูปองค์กรตำรวจ (ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูป ตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เรื่อง การจัดทำแผนปฏิรูปกิจการตำรวจ)
ที่ประชุมรับทราบ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวม ๑๒ หน่วยงาน ที่ได้เสนอความเห็นแนวทางการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ รับทราบ และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการ ส่งรายงานให้คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย เพื่อพิจารณาความสอดคล้องและความเหมาะสมกับการปฏิรูปต่อไป และแจ้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

๓. สรุปความเห็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อรายงานของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(๑) การปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy)
(๒) การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม
ที่ประชุมรับทราบ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง และคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื่อสารมวลชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เสนอความเห็นต่อรายงานดังกล่าว ซึ่งประธานกรรมการฯ เห็นชอบให้ดำเนินการนำเรื่องดังกล่าวเรียนรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ต่อไป

๔. สรุปความเห็นเพิ่มเติมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายฯ
(๑) การสร้างสังคมผู้ประกอบการ และร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
(๒) การจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และร่างพระราชบัญญัติการแจ้งเตือนภัย และการจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พ.ศ. …. และเรื่อง ความรับผิดต่อความชำรุดบกพร่องของสินค้าและร่างพระราชบัญญัติ ความรับผิดต่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ….
(๓) การอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (Building Energy Code : BEC)
ที่ประชุมรับทราบ และมีมติเห็นชอบ กรณีมีความเห็นเพิ่มเติมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ภายหลังที่มีมาถึงประธานกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอประธานเพื่อเรียนรองนายกรัฐมนตรีและส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยไม่ต้องนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายฯ

๕. ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
๑. รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ
ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่า ในคราวประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้พิจารณา และเห็นชอบให้เสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ ต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๓๙/๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม และผู้แทนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ชี้แจงและตอบ
ข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๑. เห็นชอบให้ขับเคลื่อนรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ
๒. ส่งรายงานแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ เรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) ในฐานะ
รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ฯ (คณะที่ ๑) และเรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุข (คณะที่ ๔)
เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนให้ความเห็นชอบนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ และส่งแผนการปฏิรูปพร้อมข้อสังเกตของที่ประชุมให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

๒. รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่า ในคราวประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้พิจารณา และเห็นชอบให้เสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา ๓๙/๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม และผู้แทนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ชี้แจงและตอบ
ข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้
๑. เห็นชอบให้ขับเคลื่อนรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
๒. ส่งรายงานแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ เรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) ในฐานะ
รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ฯ (คณะที่ ๑) และเรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านสาธารณสุข (คณะที่ ๔)
เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนให้ความเห็นชอบนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ และส่งแผนการปฏิรูปพร้อมข้อสังเกตของที่ประชุมให้กระทรวงมหาดไทย พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

๓. รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การปฏิรูปทนายความอาสา ทนายความขอแรง และที่ปรึกษากฎหมายของเด็กหรือเยาวชน
ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่า ในคราวประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓๐/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้พิจารณา และเห็นชอบให้เสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การปฏิรูปทนายความอาสา ทนายความขอแรง และที่ปรึกษากฎหมายของเด็กหรือเยาวชน ต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา ๓๙/๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้
๑. เห็นชอบให้ขับเคลื่อนรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การปฏิรูปทนายความอาสา ทนายความขอแรง และที่ปรึกษากฎหมายของเด็กหรือเยาวชน
๒. ส่งรายงานแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ เรียนรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ในฐานะ
รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านระบบราชการ กฎหมายฯ (คณะที่ ๓) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนให้ความเห็นชอบนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ และส่งแผนการปฏิรูปพร้อมข้อสังเกตของที่ประชุมให้กระทรวงยุติธรรม พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

Share Button

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง และนางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ร่วมในงานแถลงข่าวเปิดตัว“โครงการถนนคนดี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๗๐ ปี

unnamed

วันพุธที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๔.๓๐ นาฬิกา ณ โรงภาพยนตร์ สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์เธียเตอร์ สยามพารากอน นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง และนางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ร่วมในงานแถลงข่าวเปิดตัว“โครงการถนนคนดี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๗๐ ปี ๙ มิถุนายน ๒๕๕๙ และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๙ โดยมี นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม เป็นประธานในงานฯ และพลตำรวจเอก ไตรรัตน์ อมาตยกุล โฆษกกรรมาธิการฯ และประธานคณะทำงานการรณรงค์แก้ปัญหาวินัยจราจร กล่ารายงาน

ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน
การปฏิรูปเชิงประเด็น (Quick Win) คณะทำงานการรณรงค์แก้ปัญหาวินัยจราจร พระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ ร่วมกับภาคีเครือข่าย และกลุ่มเป้าหมายกว่า ๖๐ องค์กร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจและปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมในการขับขี่ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้ยั่งยืนและปลูกฝังให้เกิดจิตสำนึกที่ดีในการขับขี่และการใช้ถนนตระหนักถึงความสำคัญในการใช้รถใช้ถนนร่วมกันอย่างเอื้ออาทรและปลอดภัย โดยเริ่มตั้งแต่บ้าน โรงเรียน และชุมชนตลอดจนเชื่อมโยงบูรณาการการทำงานร่วมกันกับองค์กร และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้ใช้รถผู้ใช้ถนน ให้เป็นเครือข่ายในการดำเนินโครงการเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน

Share Button

สปท.ชงแผนปฏิรูปแก้วิกฤตจราจรกทม.-เมืองใหญ่ จี้รัฐยกเป็นวาระแห่งชาติ

image

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจราจรในเมืองใหญ่ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) เปิดเผยว่า อนุกรรมาธิการได้ศึกษาการแก้ไขปัญหาจราจรในเมืองใหญ่ โดยเน้นการจราจรในกรุงเทพฯเป็นหลัก โดยเสนอแผนปฏิรูประยะสั้นหรือเร่งด่วน โดยรัฐจะต้องกำหนดให้ปัญหาการจราจรและความปลอดภัยเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐจะต้องให้การสนับสนุนทั้งด้านองค์กรและงบประมาณ มีการจัดตั้งกองทุนจราจร การจัดให้มีคณะกรรมการผู้ปฏิบัติงานการแก้ปัญหาจราจร โดยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคณะกรรมการจัดระบบจราจรทางบก(คจร.)มีนายกฯ หรือรองนายกฯที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ทั้งนี้ให้มีศูนย์ประสานงานกลางเพื่อแก้ปัญหาจราจรโดยมีผู้รับผิดชอบปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันต้องทบทวนบทบาทท้องถิ่นและกรุงเทพฯให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาจราจร การแก้ปัญหาจราจรที่เป็นรูปธรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปัญหาการจราจรที่เกิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติและเหตุสุดวิสัยและอุบัติเหตุ ที่สำคัญในทุก ๆ 6 เดือนให้ประเมินความพึงพอใจของประชาชน

นายเสรี กล่าวว่า รายงานดังกล่าวจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมวิปสปท.ในสัปดาห์หน้าเพื่อบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสปท.ให้ความเห็นชอบก่อนที่เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตามระหว่างนี้อนุกรรมาธิการฯ ร่วมกับกรมทางหลวงและหน่วนงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่เพื่อดูปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ปัญหาจราจรของเมืองใหญ่ถือเป็นวิกฤตที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะนอกจากจะทำให้การจราจรติดขัดยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิง 97 ล้านบาทต่อวัน หรือตกปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่จำนวนถนนไม่รองรับปริมาณรถที่มีอยู่ โดยในปี 2558 มีรถยนต์จดทะเบียนในกรุงเทพฯและปริมณฑลประมาณ 9 ล้านคัน แต่ถนนรองรับได้เพียง 1.5 ล้านคน ซึ่งเราต้องควบคุมปัญหาปริมาณรถ โดยใช้หลักคิดใครทำรถติดต้องรับผิดชอบ ส่วนข้อเสนอที่ให้ทะเบียนรถเลขคู่หรือเลขคี่วิ่งสลับวันกันนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่อาจจะกำหนดโซนเพื่อเก็บค่าธรรมเนียมที่เข้าไปใช้ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน เช่นที่ต่างประเทศดำเนินการ

Share Button

กรุงเทพโพลล์เผยคะแนนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยเพิ่มขึ้นหลังผลประชามติ คนมองทิศทางการพัฒนาประเทศมาถูกทาง

2A48F5900F774B628A41C48F918F0D6B

หลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ความเชื่อมั่นประเทศไทยหลังผ่านการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,215 คน พบว่า

ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยเฉลี่ยในภาพรวม 5.41 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน) เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจเมื่อเดือนมิถุนายน 59 ที่ผ่านมา 0.42 คะแนน โดยเชื่อมั่นด้านการเมืองมากที่สุด (5.59 คะแนน) รองลงมาคือด้านเศรษฐกิจ (5.38คะแนน) และด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม (5.27 คะแนน)

เมื่อแยกพิจารณาจากด้านที่ได้ความเชื่อมั่นมากที่สุดไปน้อยที่สุดพบว่า ความเชื่อมั่นด้านการเมืองในภาพรวมได้คะแนนเฉลี่ย 5.59 คะแนน เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน 0.47 คะแนน (5.12 คะแนน) โดยตัวชี้วัดด้านการเมืองที่ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่นมากที่สุดคือ ด้านความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน/คสช. (6.15 คะแนน) ขณะที่ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ ด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น (5.03 คะแนน)

ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจในภาพรวมได้คะแนนเฉลี่ย 5.38 คะแนน เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน 0.31 คะแนน(5.07 คะแนน) โดยตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ด้านความสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียน (5.96 คะแนน) ส่วนด้านที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ ด้านฐานะทางการเงินของประเทศ (5.01 คะแนน)

ความเชื่อมั่นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในภาพรวมได้คะแนนเฉลี่ย 5.27 คะแนน เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจครั้งก่อน 0.49 คะแนน (4.78 คะแนน) โดยตัวชี้วัดด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (6.05 คะแนน) ส่วนด้านที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ ด้านความรักและความสามัคคีของคนในชาติ (4.93 คะแนน)

สุดท้ายเมื่อถามว่าทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร หลังจากผ่านการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่ร้อยละ 55.8 เห็นว่าจะดีขึ้นและเดินมาถูกทางแล้ว ขณะที่ร้อยละ 31.8 เห็นว่ายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนร้อยละ 7.1 เห็นว่าแย่ลงกว่าเดิม ที่เหลือร้อยละ 5.3 ไม่แน่ใจ

Share Button

Bloom berg รายงานว่าสองปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติเห็นชัดว่าสถานการณ์ในประเทศไทยดีขึ้นมั่นคงขึ้น

image

และยิ่งกว่านั้นการลงทุนน่าจะดีกว่านี้อีกหลังเลือกตั้งปีหน้า คนไทยทุกคนดีใจครับที่ไม่ได้ไปเกิดในประเทศอื่นซึ่งวุ่นวายไปทุกประเทศทั่วโลกในขณะนี้และอีกสี่ห้าปีข้างหน้า

อ่านรายละเอียดได้ที่นี่

Share Button

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม 3 ฝ่ายครั้งที่ 27/2559 วันพุธที่ 24 สิงหาคม 2559 ณ ทำเนียบรัฐบาล

whip

คณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล (กขร.) ได้มีการประชุม ครั้งที่ ๘/๒๕๕๙ วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๙ ได้มีการขับเคลื่อนเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลใน ๔ เรื่อง สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

๑. แผนปฏิรูปเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความล่าช้าการบริหารงานบุคคลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ได้มีการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้องกับคำสั่ง คสช. ที่ ๑๐/๒๕๕๙ และนำเสนอ รมว.ศธ. พิจารณาแล้ว และสั่งการให้ สนง. ก.ค.ศ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไข แล้วนำเสนออีกครั้ง ก่อนเสนอขอความเห็นชอบจากรอง นรม.(พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง) เพื่อนำเสนอครม.ต่อไป
๒. การปฏิรูประบบการเรียนรู้เพื่อสร้างคนไทยให้เป็นพลเมืองดี วินัยเด่น : คนดี
มีวินัย ภูมิใจในชาติ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ กขร. เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช …. ได้กำหนดหลักการในเรื่องดังกล่าวไว้ จึงเห็นควรให้ ศธ. รับไปพิจารณากำหนดหลักการนี้ไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่จะดำเนินการต่อไปด้วย
๓. การจัดการศึกษาตลอดชีวิตและร่างพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิต พ.ศ. …. กขร. เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญ และร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้มีการกำหนดหลักการเรื่องการจัดการศึกษาตลอดชีวิตไว้ด้วยแล้ว ประกอบกับข้อเสนอประเด็นปฏิรูปในเรื่องดังกล่าว สปท. ได้ทำงานร่วมกับ ศธ. อย่างใกล้ชิด และร่างดังกล่าวได้บรรจุในแผนการเสนอกฎหมายของ คสช. จึงเห็นสมควรให้ ศธ. รับไปพิจารณา หากเห็นพ้องตามประเด็นปฏิรูปในเรื่องดังกล่าว ให้พิจารณายกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาตลอดชีวิต พ.ศ. …. โดยให้รับความเห็นและข้อสังเกตของคกก.ประสานงานรวม ๓ ฝ่ายฯ ไปพิจารณาประกอบด้วย และนำเสนอครม.พิจารณา เพื่อนำเข้ากระบวนการพิจารณาของ สนช. ต่อไป
๔. แผนปฏิรูปเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน และการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอก กขร. เห็นว่า ควรจะต้องมีการสร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนในเรื่องการประเมินคุณภาพรอบที่สี่ และการประกันคุณภาพการศึกษาแนวใหม่ ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือ การควบคุมคุณภาพการศึกษาของประเทศ โดยการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายนอกให้สอดคล้องกับระบบการประกันคุณภาพภายใน ทั้งนี้ เห็นว่าควรจะต้องให้ความสำคัญกับการประเมินที่มุ่งเน้นคุณภาพมาตรฐานที่ดีอย่างแท้จริงของสถานศึกษา โดยให้มีข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะสำหรับสถานศึกษาที่ผลการประเมินยังไม่ได้มาตรฐาน เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงให้ได้มาตรฐานและคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

ความเห็นเพิ่มเติมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ที่ประชุมรับทราบ โดยประธานกรรมการฯ เห็นชอบให้ดำเนินการ ดังนี้

๑) เรียนรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง) ในฐานะได้รับมอบหมายและมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับการบริหาราชการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
เพื่อทราบ
๒) ส่งเรื่องให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม
– เรื่อง การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ
– เรื่อง การจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (สมสส.)
ที่ประชุมรับทราบ โดยประธานกรรมการฯ เห็นชอบให้ดำเนินการ ดังนี้
๑) เรียนรองนายกรัฐมนตรี (พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย) ในฐานะรองประธาน คณะที่ ๔ และเรียนรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ในฐานะปรานกรรมการพัฒนาระบบราชการ ได้รับทราบเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป

ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ
ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่าในคราวประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๗/๒๕๕๙ เป็นพิเศษ วันอังคารที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบให้เสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ
ต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๓๙/๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ผู้แทนกระทรวงพลังงาน ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และผู้แทนสำนักงบประมาณ ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๑. เห็นชอบให้ขับเคลื่อนรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ
๒. ส่งรายงานแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ เรียนรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ในฐานะ
รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านเศรษฐกิจฯ (คณะที่ ๒) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนให้ความเห็นชอบนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ และส่งแผนการปฏิรูปพร้อมข้อสังเกตของที่ประชุมให้กระทรวงพลังงาน พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการผังเมืองและการใช้พื้นที่ เรื่อง การปฏิรูปด้านการผังเมือง ร่างพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่าในคราวประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓๐/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบให้เสนอรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการผังเมืองและการใช้พื้นที่ เรื่อง การปฏิรูปด้านการผังเมือง ร่างพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา ๓๙/๒ วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการผังเมืองและการใช้พื้นที่ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักงาน ก.พ. ผู้แทนสำนักงานก.พ.ร. ผู้แทนสำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๑. เห็นชอบให้ขับเคลื่อนรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ
๒. ส่งรายงานแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ เรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ในฐานะ รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำ ทรัพยากรธรรมชาติฯ (คณะที่ ๕) และ รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านระบบราชการฯ (คณะที่ ๓) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง ก่อนให้ความเห็นชอบนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๕๙ และส่งแผนการปฏิรูปพร้อมข้อสังเกตของที่ประชุมให้กระทรวงมหาดไทย พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

Share Button