Monthly Archives: กันยายน 2016

อลงกรณ์ชี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุดชี้ชัด 3 ปมสำคัญ โต้ “นิพิฏฐ์” เสนอยุบสปท. กรณีไอ้ห้อยไอ้โหน

1

วันนี้ (30 ก.ย. 59) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง กล่าวถึง การวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุด ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ไปปรับแก้ให้แล้วเสร็จภายใน15วัน ซึ่งตนมองว่าคำวินิจฉัยดังกล่าว ก่อให้เกิดความชัดเจนใน 3 ประเด็นสำคัญคือ

1. ส.ส. เท่านั้นที่เป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาเลือกในทุกกรณีโดยสว.ไม่มีสิทธิเสนอ

2. รัฐสภามีอำนาจและหน้าที่ในการเลือกนายกรัฐมนตรีตลอดระยะเวลา 5ปี นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก

3. การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากนอกบัญชีพรรคการเมืองจะกระทำได้ต่อเมื่อรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากบัญชีของพรรคการเมืองในรอบแรก แต่ไม่ตัดสิทธิ์การเสนอชื่อบุคคลในบัญชีพรรคการเมือง

สำหรับกรณีที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ยุบสปท. เพราะกรณี “ไอ้ห้อยไอ้โหน” นั้น ขอให้นายนิพิฏฐ์แยกแยะ อย่าเหมารวมสปท.ทั้งหมดว่าเป็นไอ้ห้อยไอ้โหน ตนยืนยันว่า สปท. มุ่งแต่การปฏิรูปบ้านเมืองไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองแต่การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของสมาชิกบางคนบางท่านเป็นสิทธิและเสรีภาพเหมือนบุคคลอื่นๆ ซึ่งในที่ประชุมสภาฯ ก็ได้กำชับให้สมาชิกต้องระบุชัดเจนว่าเป็นความเห็นส่วนตัวไม่ใช่พูดในนามสปท. เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและกระทบกระเทือนการทำงานและความน่าเชื่อถือของสปท.โดยรวม

ตนยืนยันได้ว่าสมาชิกสปท. ไม่มีวาระซ่อนเร้นหรือหวังลาภยศตำแหน่งใดๆทางการเมืองในอนาคต จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาใจผู้มีอำนาจ เราทุ่มเททำงานเพื่อประเทศชาติเป็นสำคัญ ดังนั้นการเสนอยุบสปท.ทเพราะเหตุไอ้ห้อยไอ้โหนจึงไม่สมเหตุสมผล คุณนิพิฏฐ์ควรใช้ผลงานของสปท. เป็นตัวชี้วัดจะถูกต้องเหมาะสมกว่าซึ่งขณะนี้สปท.ได้เสนอแผนและข้อเสนอการปฏิรูปส่งให้รัฐบาลกว่า 100 เรื่องโดยรัฐบาลได้ทำการปฏิรูปประเทศคืบหน้าไปมากแล้ว และประชาชนส่วนใหญ่แสดงความพึงพอใจในผลงานและความเชื่อถือจากผลการสำรวจความคิดเห็นจากโพลสำนักต่างๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา.

Share Button

รายงานการติดตามความคืบหน้าเรื่องที่เสนอการปฏิรูป ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ณ วันที่ 26 กันยายน 2559

report290959

Download PDF File 20151205_566242c218cd9

Share Button

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ครั้งที่ ๓๒/๒๕๕๙ วันพุธที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙ ณ ทำเนียบรัฐบาล

whip280959

สรุปผลการประชุม คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย (คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) ครั้งที่ ๓๒/๒๕๕๙ วันพุธที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๓๐ น.
ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ชั้น ๓ ตึกบัญชาการ ๑ ทำเนียบรัฐบาล

เรื่องประธานแจ้งที่ประชุมทราบ
– ประธานกรรมการฯ ได้แจ้งว่า ได้ลงนามในหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรี ในเรื่อง การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. …. เพื่อพิจารณาสั่งการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการเร่งรัดตามมาตรการของแผนในระยะสั้นต่อไป
– ประธานกรรมการฯ ได้แจ้งว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม และพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป
– ประธานกรรมการฯ ได้แจ้งว่า นายกรัฐมนตรีได้มีดำริเกี่ยวกับการดำเนินการมอบหมายเจ้าหน้าที่ติดตามขับเคลื่อนแผนการปฏิรูป (Mr. Reform) ดังนี้
๑. เห็นควรแจ้งคณะรัฐมนตรีทราบเรื่องการมอบหมายดำเนินการมอบหมายเจ้าหน้าที่ติดตามขับเคลื่อนแผนการปฏิรูป (Mr. Reform) และกลไกติดตามขับเคลื่อนแผนการปฏิรูป
๒. เห็นควรแจ้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทราบ ผ่านคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย
๓. พิจารณามอบหมายให้ กขร. มีหน้าที่เร่งรัดติดตามขับเคลื่อนการดำเนินการตามข้อเสนอแผนการปฏิรูป ซึ่งผ่านความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีแล้ว ตลอดจนกำกับและประสานงานการดำเนินงานของเจ้าที่ติดตามขับเคลื่อนแผนการปฏิรูป (Mr. Reform) ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ทั้งนี้ ให้สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วม กขร. รวบรวมรายงานกราบเรียนนายกรัฐมนตรีทราบความคืบหน้าเป็นระยะ
นอกจากนี้ จะทำหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบสรุปผลการสัมมนาเครือข่าย กขร. และขอดำริเพื่อสั่งการให้ Mr. Reform ทุกส่วนราชการให้ความร่วมมือและประสานงานกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้โดยตรง
– รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้แจ้งว่า
๑. ที่ประชุม วิป สปท. ได้พิจารณาขอกราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษ ต่อสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เกี่ยวกับเรื่อง การปฏิรูปประเทศสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ ตลอดจนผลงาน ๒ ปี ของรัฐบาล และระยะเวลาที่เหลืออยู่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง
๒. ที่ประชุม วิป สปท. ได้พิจารณาการจัดโครงการสัมมนาพัฒนาศักยภาพเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม จำนวน ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นระดับผู้บริหารขององค์กรเครือข่าย ๗๑ องค์กร โดยจะขอเรียนเชิญรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ) เป็นผู้กล่าวปาฐกถาพิเศษ
ทั้งนี้ ที่ประชุม วิป สปท. จะพิจารณารายละเอียดอีกครั้งในการประชุมวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๙

เรื่องเพื่อพิจารณา
ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
๑. รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. ….
ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ผู้แทนกระทรวงพลังงาน และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้
๑. มอบให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาตินำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. …. ซึ่งได้จัดทำไว้แล้ว เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามกระบวนการนิติบัญญัติ โดยรัฐบาลจะรับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาพิจารณาก่อนรับหลักการ และเห็นควรให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย เพื่อเสนอความเห็นและข้อสังเกตของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไป
๒. เห็นควรนำแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ ก่อนส่งให้กระทรวงพลังงาน รับไปพิจารณาดำเนินการขับเคลื่อน
ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
๓. ขอให้กระทรวงพลังงาน รายงานความคืบหน้าให้ประธานกรรมการฯ ได้รับทราบ
ทุก ๑ เดือน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญและมีผลต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
๔. นำเรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) ในฐานะที่กำกับการบริหารราชการกระทรวงพลังงาน แทนนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ในฐานะ
รองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านเศรษฐกิจฯ (กขป. คณะที่ ๒) และรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านระบบราชการ กฎหมายฯ (กขป. คณะที่ ๓) ได้รับทราบ
๕. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล (กขร.) ติดตามผลการดำเนินงานขับเคลื่อนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

๒. รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง ข้อเสนอการปฏิรูปเพื่อส่งเสริมชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์เข้มแข็ง : กรณีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล
ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม และผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้
๑. เห็นควรนำแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ ก่อนส่งให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รับไปพิจารณาดำเนินการขับเคลื่อนในส่วนที่เกี่ยวข้อง
๒. ขอให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รายงานความคืบหน้าให้ประธานกรรมการฯ ได้รับทราบทุก ๑ เดือน
๓. นำเรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านความมั่นคงฯ (กขป. คณะที่ ๕) ได้รับทราบ
๔. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล (กขร.) ติดตามผลการดำเนินงานขับเคลื่อนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

Share Button

tfit

Share Button

กรุงเทพฯคว้าอันดับ 1 ท่องเที่ยวปี 2016 คนต่างชาติมามากสุดแซงหน้าลอนดอน-ปารีส-ดูไบ-นิวยอร์ก

bkkf

ดัชนีมาสเตอร์คาร์ดเผยกรุงเทพฯคว้าอันดับ 1 จาก 132 เมืองทั่วโลกด้านการท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวมามากสุดในปี 2016 อยู่ที่ 21.47 ล้านคนแซงหน้าลอนดอน-ปารีส-ดูไบ-นิวยอร์ก ไทยตั้งเป้า 33 ล้านคน

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2016 สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักได้รายงานดัชนีมาสเตอร์คาร์ดเมืองที่ผู้คนไปท่องเที่ยวทั่วโลก( Mastercard Global Destinations Cities Index)ประจำปี 2016 โดยนำออกเผยแพร่เมื่อวันที่ 22 กันยายน กรุงเทพฯมาอันดับ 1 ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมามากที่สุด

ดัชนีที่นำออกเผยแพร่ได้จัดอับดับ 132 เมืองทั่วโลกที่ผู้คนนิยมไปท่องเที่ยว โดยมีการประเมินถึงจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้เวลากับเมืองนั้นในปี 2016 รวมทั้งอธิบายให้เข้าใจอย่างลึกๆว่าประชาชนไปเที่ยวและใช้เวลาอย่างไรบ้างในโลกนี้ การท่องเที่ยวที่ข้ามพรมแดนกันยังก่อให้เกิดความเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)ของโลกด้วย

จากการศึกษาแล้วพบว่ากรุงเทพฯได้รับการประเมินว่าในปี 2016 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาประมาณ 21.47 ล้านคน หรือแซงหน้าอันดับ 2 กรุงลอนดอน สำหรับอันดับ 1-10 ประกอบด้วย

กรุงเทพฯ 21.47 ล้านคน

ลอนดอน 19.88 ล้านคน

กรุงปารีส 18.03 ล้านคน

นครดูไบ 15.27 ล้านคน

นิวยอร์ก 12.75 ล้านคน

สิงคโปร์ 12.11 ล้านคน

กัวลาลัมเปอร์ 12.02 ล้านคน

อิสตันบูล 11.95 ล้านคน

โตเกียว 11.70 ล้านคน

กรุงโซล 10.20 ล้านคน

ตามรายงานเปิดเผยว่านครดูไบก้าวกระโดดขึ้นมามากอยู่ในอันดับต้นๆเป็นเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติไปใช้เงินที่เมืองนี้มากถึง 31.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (billion) มากกว่าอันดับสองกรุงลอนดอนที่ประเมินว่ามีการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 19.8 พันล้านดอลลาร์

จากการศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าการท่องเที่ยวจะมีการวางแผนและต่อเชื่อมเมืองกัน ส่วนของโลกที่เติบโตรวดเร็วคือทวีปเอเชียแปซิฟิก,ตะวันออกกลางและแอฟริกา ที่จะส่งเสริมให้เศรษฐกิจโลกเติบโตไปด้วย นอกจากนี้เมืองต่างๆที่ผู้คนไปเที่ยวมากก็จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากทั้งนักท่องเที่ยวและผู้คนที่อาศัยอยู่เมืองนั้นๆ

เป้าหมายของการท่องเที่ยวและใช้จ่าย

นับเป็นครั้งแรกที่ดัชนีของมาสเตอร์คาร์ดสำรวจไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเพื่อทำธุรกิจหรือเพื่อพักผ่อนก็ตามได้มีการรวบรวมการใช้จ่าย,อาหาร,ที่พักและการช้อปปิ้งเข้ามาศึกษาด้วย ในปี 2016 ดัชนีชี้ว่าใน 20 อันดับประเทศแรก พบว่าชาวต่างชาติไปเที่ยวเพื่อการพักผ่อนยกเว้นที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน นักท่องเที่ยวเหล่านี้จะไปช้อปปิ้งมากกว่าใช้เงินเพื่ออาหารหรือดินเนอร์

อย่างไรก็ตามแตกต่างไปจากยุโรป การใช้จ่ายเพื่ออาหารหรือดินเนอร์เป็นเรื่องใหญ่ที่นักท่องเที่ยวใช้กันมากในกรุงอัมสเตอร์ดัม,บาร์ซีโลนา,อิสตันบูล,มิลาน,ปารีส,ปรากและเวียนนา

ทาวด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานจากกรุงเทพฯวันเดียวกันว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นจุดอันสดใสที่หาได้ยากของประเทศไทย ประเทศที่มีเศรษฐกิจอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเมืองไทยทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการส่งออกยังไม่เข้มแข็ง หลังการทำรัฐประหาร 2014 เป็นต้นมา ทหารคสช.บอกว่าต้องการยุติการเมืองที่ไม่สงบภายในประเทศ

เมื่อเดือนที่แล้วระเบิดในภาคใต้ถูกวางหลายจุด เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้ว่าเป็นฝีมือของขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่แม้จะมีระเบิดก็ไม่กระทบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ยุวะ เฮนดริก-หว่อง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมาสเตอร์คาร์ดให้ความเห็นว่า “กรุงเทพฯเป็นเมืองอยู่ในจุดแข็งที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเมืองระดับนำด้านการท่องเที่ยวมายาวนาน ไม่ใช่เพิ่งจะวูบวาบขึ้นมา”

“นักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศที่มีรายได้ดี จะทำให้เงินเขามีค่ามาก” นายเฮนดริก-หว่อง กล่าว โดยหมายถึงประเทศที่มีค่าเงินของตนแข็งกว่าเมื่อมาเที่ยวกรุงเทพฯจะทำให้พวกเขาได้ใช้เงินมาก

ขณะเดียวกันประเทศไทยได้ประเมินไว้ว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมามากถึง 33 ล้านคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน

การจัดอันดับ 132 ประเทศของดัชนีมาสเตอร์คาร์ดประจำปี 2016

https://newsroom.mastercard.com/wp-content/uploads/2016/09/FINAL-Global-Destination-Cities-Index-Report.pdf

รายงานจากนิตยสารฟอร์บส์

http://www.forbes.com/pictures/ehlk45iehm/1-bangkok/#1e08393b705a

Share Button

ถ้อยแถลงนายกรัฐมนตรีในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๗๑ หัวข้อ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน: แรงผลักดันสากลเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของเรา”

Thailand
H.E. Mr. General Prayut Chan-o-cha
Prime Minister

General Assembly Seventy-first session 10th plenary meeting
General Debate

ถ้อยแถลงนายกรัฐมนตรีในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๗๑ หัวข้อ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน: แรงผลักดันสากลเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของเรา” (The Sustainable Development Goals: a universal push to transform our world) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๙

ท่านประธานที่เคารพ

๑. เมื่อปีที่แล้วประชาคมโลกได้รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ๒๐๓๐ ร่วมกันเพื่อผลักดันให้การพัฒนาของโลกดำเนินไปอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับ “คน” ทุกกลุ่ม เพิ่มการเข้าถึงโอกาสและความเจริญอย่างเท่าเทียม โดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง อันเป็นการปรับกระบวนทัศน์ด้านการพัฒนาครั้งสำคัญของสหประชาชาติให้ครอบคลุมและสามารถรับมือกับปัญหาและความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

๒. ปีนี้เป็นปีที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติครบ ๗๐ ปี และเป็นปีแรกที่เราเริ่มต้นนำวาระสำคัญของโลกสู่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นกรอบเซนไดเรื่องการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ความตกลงปารีสเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนปฏิบัติการระดมทุนเพื่อการพัฒนา และวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน เราจึงต้องช่วยกันทั้งโลกในการผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง

๓. รัฐบาลไทยเชื่อว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากสันติภาพและความมั่นคง หรือหากสิทธิของประชาชนถูกละเมิดและไม่ได้รับการยอมรับ และในทางกลับกันสันติภาพและความมั่นคงก็จะไม่ยั่งยืนหากขาดการพัฒนาที่เหมาะสม หรือสิทธิของประชาชนถูกลิดรอน ทั้ง ๓ เสาหลักของสหประชาชาติ ดังกล่าวมีความเชื่อมโยง และเกื้อกูลกันอย่างแยกออกจากกันมิได้ กรณีผู้โยกย้ายถิ่นฐานและผู้พลัดถิ่นในช่วงที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างความเชื่อมโยงดังกล่าวที่แสดงให้เห็นด้วยว่า ไม่มีประเทศใดหลุดพ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบันในอีกมุมหนึ่งของโลกได้ และเราต้องร่วมกันรับผิดชอบหาทางแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน

๔. ในยุคปัจจุบันที่เราต้องเผชิญกับความท้าทายในหลากมิติที่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ความหลากหลายของประชากรกว่า ๗,๐๐๐ ล้านคน ในเกือบ ๒๐๐ ประเทศ เพิ่มความท้าทายในการรับมือกับปัญหา และการแสวงหาทางออกที่เป็นสากล เนื่องจากแต่ละประเทศมีแนวคิด ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้น ประชาคมระหว่างประเทศต้องหาแนวทางและวิธีการที่จะทำให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ มีความเข้าใจ รับผิดชอบ และเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดจนสามารถเข้าถึงโอกาส และสิทธิพื้นฐานต่าง ๆ อย่างทัดเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยเราทุกคนต้องเคารพและปฏิบัติตามพันธกรณีของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในประเด็นที่ส่งผลกระทบด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรง เช่น พันธกรณีเรื่องการลดอาวุธนิวเคลียร์

๕. การแบ่งปันความรับผิดชอบ พร้อมกำหนดกรอบและทิศทางการพัฒนาร่วมกันของประเทศสมาชิก ตลอดจนบทบาทของกลุ่มภูมิภาค กลุ่มการเมือง กลุ่มเศรษฐกิจ และกลไกความร่วมมือต่าง ๆ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะประเทศหนึ่งประเทศใดย่อมไม่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกได้โดยลำพัง

๖. การบรรลุเป้าหมายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งเหนือ-ใต้ ใต้-ใต้ และไตรภาคี เพื่อสร้างแรงผลักดันสากลเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของเรา

๗. ไทยได้รับเกียรติและโอกาสให้ทำหน้าที่ประธานกลุ่ม ๗๗ ในปีนี้ และได้วางเป้าหมายที่จะนำวิสัยทัศน์ระดับโลกข้างต้นมาปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ โดยมีบทบาทประสาน ผลักดัน เชื่อมโยงผลประโยชน์ของกลุ่มฯ ในเวทีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การได้รับเกียรติในฐานะประธานกลุ่ม ๗๗ ให้เข้าร่วมการประชุมของกลุ่ม ๒๐ เป็นครั้งแรก ที่นครหางโจว โดยไทยร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการผลักดันและขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี ๒๐๓๐ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะความสำคัญของการร่วมมือระหว่างกลุ่ม ๒๐ ในฐานะกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจการเงินกับกลุ่ม ๗๗ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยลดความหวาดระแวง สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน

๘. ไทยได้นำเสนอตัวอย่างประสบการณ์และบทเรียนของไทยในการก้าวข้ามผ่านอุปสรรคด้านการพัฒนาโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เน้นการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมบนแนวคิดความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกัน พร้อมกับปลูกฝังคุณธรรม และพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อให้สังคมพัฒนาได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน โดยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การนำหลัก SEP ไปประยุกต์ใช้ในประเทศกำลังพัฒนาในบริบทต่าง ๆ กันแล้วกว่า ๒๐ ประเทศ

๙. นับตั้งแต่รับตำแหน่งประธานกลุ่ม ๗๗ เมื่อต้นปี ไทยได้ดำเนินโครงการ SEP for SDGs Partnership การแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการลงทุนและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนา ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกันเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศผ่านความร่วมมือทวิภาคี และไตรภาคีในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ กับประเทศที่เป็นหุ้นส่วนการพัฒนา และไทยยังพร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือกับกลุ่มประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม BRICS อาเซียน ฯลฯ ที่หันมาให้ความสำคัญกับวาระเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาคต่าง ๆ ที่มีอยู่ เพื่อสร้างแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้น โดยในเดือนตุลาคมนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด Asia Cooperation Dialogue (ACD) ครั้งที่ ๒ ซึ่งสามารถหารือเพื่อส่งเสริมประเด็น SDGs ในระดับภูมิภาคต่อไปด้วย

๑๐. ในที่ประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อต้นเดือนนี้ที่เวียงจันทน์ เลขาธิการสหประชาชาติได้กล่าวถึงความสำคัญของกลไกระดับภูมิภาคที่จะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้เกิดสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งผู้นำอาเซียนและไทยเชื่อว่า การดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลกของเราไปในทางที่ดีขึ้น

๑๑. การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปีนี้ นอกจากเรื่องเศรษฐกิจ และความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่ทำให้ประชาชนอาเซียนใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นแล้ว การพัฒนาความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันยังนำไปสู่การลดความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในภูมิภาคด้วย

ท่านประธานที่เคารพ

๑๒. ในระดับชาติ ไทยได้ให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนโดยได้จัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ตั้งเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ ๑๒ และยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปี พร้อมนำเป้าหมายเพื่อการพัฒนาดังกล่าวแปลงไปสู่การกำหนดนโยบายและมาตรการระดับชาติ ได้แก่ การยกระดับการบริการดูแลด้านสุขภาพ และส่งเสริมการศึกษาของประชาชนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่องและเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนไทย ผู้โยกย้ายถิ่นฐาน หรือแรงงานต่างชาติในประเทศ โดยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การรณรงค์ด้านสาธารณสุข เช่น การดื้อยาต้านจุลชีพ และส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะช่วยพัฒนาโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนทุกคนในประเทศ

๑๓. นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน เสรีภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการเข้าถึงบริการพื้นฐานแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยได้วางโครงสร้างและปรับปรุงกฎหมายภายในเพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน ออกกฎหมายเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ส่งเสริมสิทธิสตรี และให้ความคุ้มครองกับกลุ่มเปราะบางและกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ดูแลสวัสดิการเด็กแรกเกิด คนพิการและผู้สูงอายุ จัดที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย จัดสรรที่ดินทำกินแก่ผู้ยากไร้ เนื่องจากรัฐบาลตระหนักว่า กลุ่มคนเหล่านี้สามารถมีส่วนร่วมที่สำคัญในการผลักดัน เปลี่ยนแปลงสังคม และโลกของเราอย่างยั่งยืนได้

๑๔. ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไทยได้ให้สัตยาบันข้อตกลงปารีสแล้ว และขอเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เร่งให้สัตยาบันความตกลงฯ โดยเร็ว เพื่อแสดงออกซึ่งความมุ่งมั่น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และความรับผิดชอบร่วมกันต่อปัญหาโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบกับมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก

๑๕. ในด้านเศรษฐกิจ ไทยได้ดำเนินการภายใต้แนวคิด “ประเทศไทย ๔.๐” ซึ่งใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีทิศทางและยั่งยืน ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนเน้นส่งเสริมการศึกษา การวิจัยและพัฒนา ปรับปรุงกฎระเบียบให้เป็นสากล พร้อมขจัดปัญหาคอรัปชั่น เพื่อให้เอื้อต่อการทำธุรกิจและสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชน เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศ

๑๖. ในประเด็นสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ไทยได้สนับสนุนภารกิจรักษาและสร้างสันติภาพของสหประชาชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของไทยได้เข้าร่วมภารกิจต่าง ๆ ราว ๒๐ ภารกิจ ซึ่งได้ใช้โอกาสดังกล่าวพัฒนาคนไปพร้อมกันด้วย โดยส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข สร้างสังคมที่เข้มแข็ง และพัฒนาประเทศต่อไปได้ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ ๑๖ เรื่องสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

๑๗. นอกจากนี้ ในการนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติทั้ง ๑๗ ข้อมาปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ไทยเห็นว่า ไม่มีสูตรตายตัวในการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่เป็นไปตามศักยภาพและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ซึ่งความร่วมมือระหว่างประเทศและความเป็นหุ้นส่วนด้านการพัฒนาเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างเอกภาพบนความแตกต่าง ด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน

ท่านประธานที่เคารพ

๑๘. สำหรับสถานการณ์ภายในประเทศ รัฐบาลได้วางรากฐานเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ที่ผ่านมา ประชาชนได้ใช้สิทธิลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญตามวิถีทางประชาธิปไตยแล้ว และกำลังพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จ นำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปตาม Roadmap ได้ในปลายปี ๒๕๖๐

๑๙. การออกเสียงลงประชามตินี้สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่จะส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย โดยตระหนักถึงเสียงสะท้อนจากประชาคมระหว่างประเทศ รัฐบาลเข้ามาเพื่อดูแลสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและความมั่นคง และเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองดำเนินไปสู่สภาวะปกติสุขแล้ว รัฐบาลก็ผ่อนคลายมาตรการชั่วคราวที่ไม่จำเป็น เช่น การประกาศยกเลิกการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐบาลได้เน้นการแก้ไขปัญหาความมั่นคง การทุจริต การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังและรอการแก้ไข เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอซึ่งเป็นการวางรากฐานเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและส่งเสริมธรรมาภิบาล โดยหวังให้ประเทศไทยและประชาชนไทยเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

๒๐. ท้ายที่สุดนี้ กระผมขอใช้โอกาสนี้ชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการสหประชาชาติตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ที่ได้ริเริ่มและผลักดันประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นข้อริเริ่มการบูรณาการเรื่องสิทธิมนุษยชนในงานของสหประชาชาติ หรือวาระเพื่อมนุษยธรรม และขออวยพรให้เลขาธิการสหประชาชาติประสบความสำเร็จในภารกิจสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องรับผิดชอบในอนาคต

ขอบคุณครับ

Share Button

“สปท.”ดัน ตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ เปิดให้ทุกฝ่ายเข้าถึงแหล่งข้อมูลย่างเป็นระบบเพื่อความมั่นคงและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการแข่งขัน พร้อมทำนายพลังงานไทยในอนาคต

image

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิปสปท.) แถลงผลการประชุม ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระการประชุม สปท.ในวันที่ 26 ก.ย.โดยจะมีการพิจารณาเรื่อง การพัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการพลังงาน โดยจะเป็นการพัฒนาหน่วยงานที่รวบรวมพลังงานจากหลายๆแห่งมาบูรณาการเป็นศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลสถิติด้านพลังงานแบบ “วัน สต๊อป เซอร์วิส” สามารถตอบข้อซักถามต่อประชาชน และเอกชนในด้านของพลังงานและเป็นกลไกของภาครัฐในการเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลต่างๆ อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว ทันสมัย และทันเหตุการณ์ เพื่อความมั่นคงในด้านพลังงานของประเทศ การแข่งขันธุรกิจพลังงานที่มีประสิทธิภาพ สร้างความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานให้แก่ประชาชน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลพลังงานที่มีการบูรณาการอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ ต่อการกำหนดนโยบาย การวางแผ่นเตรียมความพร้อมด้านพลังงานในอนาคตและในการสื่อสาร สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ที่สปท.จะมีการพิจารณาวาระเรื่องการปฏิรูปการบริหารการปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ในชุมชนและร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารการปลูกและดูแลต้นไม้ในชุมชนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม

Share Button

รายงานการติดตามความคืบหน้าเรื่องที่เสนอการปฏิรูป ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ณ วันที่ 20 กันยายน 2559

report200959

Download PDF File 20151205_566242c218cd9

Share Button

สรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๙ วันพุธที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๙

whip210959

สรุปผลการประชุม คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย (คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ)ครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๙ วันพุธที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๓๐ น.ณ ห้องประชุม ๓๐๑ ชั้น ๓ ตึกบัญชาการ ๑ ทำเนียบรัฐบาล

เรื่องประธานแจ้งที่ประชุมทราบ ประธานกรรมการฯ ได้แจ้งว่า

– ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙ ได้อนุมัติหลักการ
ร่างพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. …. และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาต่อไป ซึ่งได้แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบว่าทั้ง ๒ เรื่อง เป็นผลสัมฤทธิ์จากการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
– ในการสัมมนาเครือข่าย กขร. ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๙ นี้ จะไปชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อให้ Mr. Reform เตรียมตัว ปรับรูปแบบในการทำงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเกิดผลสัมฤทธิ์ด้วย

เรื่องเพื่อทราบ

สรุปความคืบหน้าผลการดำเนินการของคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
๑. รับทราบแผนปฏิรูปภารกิจที่สำคัญในความรับผิดชอบของกระทรวงการคลังที่จะดำเนินการในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ – ๒๕๖๐
๒. รับทราบการขอขยายระยะเวลาดำเนินการของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งขอขยายระยะเวลาออกไปอีก ๓๐ วัน นับแต่วันอังคารที่ ๑๓ กันยายน ๑๕๕๙
๓. รับทราบ
– การขอขยายระยะเวลาการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานภาครัฐ ออกไปอีก ๖๐ วัน จากวันที่ระยะเวลาตามคำสั่งคณะอนุกรรมการสิ้นสุดลง
– ขอปรับเปลี่ยนบุคคล ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ จากนางสาวสุธีรา ชูบัณฑิต เป็นผู้บังคับบัญชากลุ่มงานคณะกรรมาธิการการปกครอง แทน
– ขอแก้ไขคำสั่งตำแหน่ง พันเอก อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ เลขานุการคณะอนุกรรมการ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ แทน
๔. รับทราบความเห็นเพิ่มเติมต่อรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง “การปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy)” ของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร สภานิติบัญญัติแห่งชาติ
๕. พิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย ให้ความเห็นชอบ ดังนี้

๕.๑ การปฏิรูปการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร เพื่อจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบ
ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องดังกล่าวเป็นผลสำเร็จต่อไป
๕.๒ การพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการคนพิการ
ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องดังกล่าวเป็นผลสำเร็จต่อไป
๕.๓ การขับเคลื่อนต้นแบบงานบูรณาการเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องดังกล่าวเป็นผลสำเร็จต่อไป
๕.๔ การปฏิรูปทนายความอาสา ทนายความขอแรง และที่ปรึกษากฎหมายของเด็กหรือเยาวชน
ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องดังกล่าวเป็นผลสำเร็จต่อไป
๕.๕ แผนปฏิรูประบบการประกันคุณภาพการศึกษา
ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องดังกล่าวเป็นผลสำเร็จต่อไป
๕.๖ การปฏิรูปการประกันภัยการเกษตร
ที่ประชุมมีมติเลื่อนการพิจารณาไปพิจารณาในครั้งต่อไป
๕.๗ ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านช่องทางการประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ
ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องดังกล่าวเป็นผลสำเร็จต่อไป
๕.๘ การปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา
ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องดังกล่าวเป็นผลสำเร็จต่อไป
๕.๙ การพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง :
การผลักดันร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. ….
ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องดังกล่าวเป็นผลสำเร็จต่อไป
๕.๑๐ ระบบพรรคการเมือง
ที่ประชุมมีมติเห็นควรให้คณะกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อน การปฏิรูปในเรื่องดังกล่าวเป็นผลสำเร็จต่อไป
สรุปความเห็นเพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่ายฯ
ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้นำส่งความเห็นของคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เรื่อง การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ (คกช.) และร่างพระราชบัญญัตินโยบายการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. …. และประธานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้นำส่งความเห็นของคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ซึ่งประธานกรรมการฯ เห็นชอบให้ดำเนินการนำเรื่องดังกล่าวเรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร) และรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) และแจ้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา

ที่ประชุมรับทราบ

เรื่องเพื่อพิจารณา ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗
๑. รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ
ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้
๑. เห็นควรนำแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ ก่อนส่งให้กระทรวงการคลัง รับไปพิจารณาดำเนินการขับเคลื่อน
ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
๒. ขอให้กระทรวงการคลัง รายงานความคืบหน้าให้ประธานกรรมการฯ ได้รับทราบ
ทุก ๑ เดือน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญและมีผลต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
๓. นำเรียนรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ในฐานะที่กำกับการบริหารราชการกระทรวงการคลัง แทนนายกรัฐมนตรี และในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านเศรษฐกิจฯ (กขป. คณะที่ ๒) และรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านระบบราชการ กฎหมายฯ (กขป. คณะที่ ๓) ได้รับทราบ
๔. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล (กขร.) ติดตามผลการดำเนินงานขับเคลื่อนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
๒. รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านระบบความปลอดภัยทางถนน เรื่อง การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีจราจร พ.ศ. ….

ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง ผู้แทนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านระบบความปลอดภัยทางถนน ผู้แทนกระทรวงคมนาคม และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมมีมติ ดังนี้

๑. เห็นควรนำแผนปฏิรูปฯ พร้อมความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย กราบเรียนนายกรัฐมนตรีได้รับทราบ ก่อนส่งให้กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รับผิดชอบคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) รับไปพิจารณาดำเนินการขับเคลื่อน
ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
๒. ขอให้กระทรวงคมนาคม รายงานความคืบหน้าให้ประธานกรรมการฯ ได้รับทราบ
ทุก ๑ เดือน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญและมีผลต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
๓. นำเรียนรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ในฐานะที่กำกับการบริหารราชการกระทรวงคมนาคม แทนนายกรัฐมนตรี และในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านเศรษฐกิจฯ (กขป. คณะที่ ๒) รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านความมั่นคงฯ (กขป. คณะที่ ๕) และรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ในฐานะรองประธานกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านระบบราชการ กฎหมายฯ (กขป. คณะที่ ๓) ได้รับทราบ
๔. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล (กขร.) ติดตามผลการดำเนินงานขับเคลื่อนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
๓. รายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. ….

ที่ประชุมมีมติให้เลื่อนไปพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

Share Button