Monthly Archives: มกราคม 2017

“อลงกรณ์”ย้ำปรองดองเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ชี้การคิกออฟเวที14ก.พ.เป็นบททดสอบว่าประเทศจะก้าวข้ามความแตกแยกขัดแย้งได้หรือไม่

Snapseed

“อลงกรณ์”ย้ำปรองดองเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ชี้การคิกออฟเวที14ก.พ.เป็นบททดสอบว่าประเทศจะก้าวข้ามความแตกแยกขัดแย้งได้หรือไม่ ย้ำสัญญาประชาคมขึ้นกับความพร้อมใจไม่มีบังคับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่งและกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองให้สัมภาษณ์วันนี้(10ก.พ.)ว่า การดีเดย์เปิดเวทีปรองดองโดยคิกออฟวันแห่งความรัก14ก.พ.ถือเป็นสัญญลักษณ์ของการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความสงบสันติอย่างยั่งยืนและหวังว่าตัวแทนพรรคการเมืองจะร่วมมือกันแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มทีโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งจะเห็นต่างเห็นตรงไม่ใช่ปัญหาเพราะคณะกรรมการฯ.ยึดหลักเปิดกว้างเน้นการมีส่วนร่วมและให้เกียรติทุกกลุ่มทุกฝ่ายโดยอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นที่มีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานจะรับฟังทุกข้อเสนอและไม่มีการถกแถลงหรือโต้แย้งเช่นเดียวกับเวทีสาธารณะในระดับภูมิภาคก็จะยึดนโยบายนี้เช่นกันโดยต้องดำเนินการขั้นตอนการรับฟังความเห็นให้แล้วเสร็จภายใน3เดือนซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยโดยหวังว่าย่างก้าวแรกของการปรองดองจะสร้างความสุขให้กับคนไทยทุกคนทันปีใหม่ไทยปีนี้

” เท่าที่จับชีพจรเบื้องต้นจากการพบปะพูดคุยกับอดีตส.ส.พรรคปชป.พรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นๆรวมทั้งแกนนำบางท่านของกลุ่มกปปส. นปช.และกลุ่มพันธมิตรฯในหลายวาระโอกาสมีความเห็นตรงกัน2ประเด็นหลักคือ เห็นด้วยกับการเริ่มต้นสร้างความสามัคคีปรองดองและไม่ต้องการให้อดีตอันเจ็บปวดจากความแตกแยกประหัตประหารกันหวนคืนมาอีกซึ่งนับเป็นท่าทีที่สร้างสรรค์จริงใจและเป็นนิมิตหมายที่ดีของการคิกออฟทำงานโดยคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ”

การเปิดเวทีปรองดองครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกครั้งหนึ่งว่าเราจะสามารถก้าวข้ามปัญหาวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เสมือนแผลเก่าแผลใหญ่ในอดีตได้หรือไม่และจะไม่ให้ปัญหาดังกล่าวหวนกลับมาซ้ำรอยอีกซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนักแต่ความพยายามครั้งนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศจะให้การสนับสนุนเพราะการสร้างความสามัคคีปรองดองเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันของคนไทยทุกคนโดยมีอนาคตของประเทศเป็นเดิมพัน

นายอลงกรณ์กล่าวว่า สำหรับเรื่องสัญญาประชาคมเพื่อความสามัคคีปรองดองนั้นยังไม่ใช่ขั้นตอนนี้และเป็นเรื่องที่ไม่อาจบังคับใจใครได้ทั้งนี้ขึ้นกับความพร้อมใจของคนไทยทั้งประเทศว่ายินดีจะเดินหน้าประเทศสู่อนาคตด้วยความสงบสันติอย่างยั่งยืนหรือไม่ ขณะนี้อยู่ในช่วงการรับฟังความคิดเห็นซึ่งเป็นขั้นตอนแรกเท่านั้นและต้องฟังความเห็นจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายทั่วประเทศให้แล้วเสร็จเสียก่อน

Share Button

ตั้ง 4 อนุฯ ผุด 11 ข้อ ชงความเห็นปรองดอง ย้ำจริงใจ รับฟัง ไม่อคติ

NjpUs24nCQKx5e1A7xPmdWffQ7UiKRkJkLhiJNw5Mgr

โฆษก กห.แจงตั้ง 4 อนุกรรมการปรองดอง กำหนด 11 หัวข้อ นักการเมืองเสนอความเห็น ยันรัฐจริงใจรับฟังทุกภาคส่วน มองประโยชน์ส่วนรวม-ประเทศชาติสำคัญ ย้ำเป็นกลาง ปชช.เป็นเจ้าของ ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอเชื่อมั่นไว้ใจ ปราศจากเงื่อนไข-อคติ

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.60 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ว่า คณะกรรมการฯ มีความเห็นร่วมกันว่าจะต้องตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 4 คณะ ประกอบด้วย 1. คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานอนุกรรมการฯ 2. คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานอนุกรรมการฯ 3. คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานอนุกรรมการฯ และ 4. คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยตนในฐานะโฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธานอนุกรรมการฯ 

สำหรับกรอบการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ด้านรับฟังความคิดเห็น จะมีการเชิญพรรคการเมืองทุกพรรคทุกกลุ่มทุกฝ่าย มาแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อเสนอแนะในความคิดที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยจะมีการเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อให้ทุกกลุ่มทุกฝ่าย และผู้มีส่วนได้เสีย ได้มีเวทีในการพูดคุยและหารือกัน อาทิ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) รวมถึงกลุ่มสมัชชาเกษตรกร และกลุ่มแรงงานต่างๆ ตลอดจนองค์กรสื่อมวลชน  

หลังจากคณะทำงานชุดนี้ทำงานเสร็จแล้วก็จะส่งข้อเท็จจริงจากการพูดคุย ไปให้ทางคณะอนุกรรมการบูรณาการ ข้อคิดเห็นและเสนอแนะ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ จากผู้แทนเหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนักวิชาการ จำนวน 9 คน ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ศ.ดร.ผาสุข พงษ์ไพจิต นายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ รศ.ทองอิน วงศ์โสธร ศ.กิติตคุณ สุภางค์ จันทวานิช ศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรณโณ รศ.ตระกูล มีชัย และศ.ดร. ปาริชาต สถาปิตานนท์ ในการรวบรวมข้อเสนอแนะทั้งหมด และสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อเตรียมการปฏิรูปก่อนจะส่งไปให้คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ศ.ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ และศ.ดร.นันทวัฒน์ ปรมนันท์ เป็นที่ปรึกษา และอนุกรรมการ โดยมีนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษะ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย ผศ.ดร.ธนวรรธ์ พลวิชัย  ศ.ดร.จรัล มะลูลีม  ศ.กิกิตคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฏ์ และศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์   

นอกจากนี้ยังมีผู้แทนสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย และผู้แทนเหล่าทัพ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ โดยมี พล.อ.สสิน ทองภักดี เสนาธิการทหารบก เป็นอนุกรรมการ และเลขานุการ ผู้แทนกระทรวงต่างๆ กรมประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า และศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป 

กระบวนการทำงานนั้นมีแนวทางเริ่มจากคณะชุดแรกจะรับฟังความคิดเห็น โดยเชิญพรรคการเมืองภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจะทำควบคู่กันไปกับส่วนกลาง โดยจะใช้ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นที่พูดคุยเสนอความคิดเห็น โดยมีการจัดพื้นที่เป็นห้องโถงใหญ่ จัดเป็นโต๊ะกลมขนาด 20 ที่นั่ง เชิญฝ่ายที่ให้แสดงความคิดเห็น 10 คน และฝ่ายที่รับฟังความคิดเห็น 10 คน ในส่วนภูมิภาคตามพื้นที่ต่างๆ จะให้ทางแม่ทัพภาคที่ 1-4 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด รับผิดชอบ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายอย่างเปิดกว้าง และสร้างสรรค์ หลังจากได้รับข้อมูลในทุกภาคส่วนที่มาให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดแล้ว เราจะนำมาปรับปรุงร่างความเห็นร่วมให้สมบูรณ์ 

จากนั้นจะเปิดเวทีสาธารณะด้วยการเชิญทุกภาคส่วน และภาคประชาชนมารับฟัง และรับรู้ เพื่อดำเนินการปรับปรุงร่างสัญญาประชาคมความเห็นร่วมครั้งสุดท้าย ขณะเดียวกันเมื่อได้ร่างสัญญาประชาคมสมบูรณ์แล้วจะเสนอให้คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ผ่าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการป.ย.ป. เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตามการดำเนินการจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 14 ก.พ. เป็นต้นไป

สำหรับประเด็นหารือมีทั้งหมด 10 หัวข้อ ประกอบด้วย 1. ด้านการเมือง การแก้ปัญหาโดยสันติวิธีเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยขึ้นอีก ทั้งก่อน ระหว่างและหลังการเลือกตั้ง 2. ด้านความเหลื่อมล้ำ เช่น การครอบครองที่ดินทำกินของเกษตรกร การเข้าถึงแหล่งน้ำมักถูกยกมาเป็นประเด็นสร้างความขัดแย้งอย่างกว้างขวาง จะมีการพูดถึงแนวทางในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพื่อลดความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองในสังคมไทย 3. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อการขยายไปสู่ความขัดแย้ง จะมีทางออกหรือวิธีการดำเนินการ ต่อประเด็นความขัดแย้งที่เกิดจากความไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม การแทรกแซงการบังคับใช้กฎหมายอย่างไร 4. มีแนวทางเสริมสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ต่อประเด็นความแตกต่างทางสังคม ความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุข อย่างไร 

5. แนวทางในการไม่ให้สื่อเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งได้อย่างไร 6. มีแนวทางที่จะทำให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เช่น ความขัดแย้งเรื่องพลังงาน การก่อสร้างโรงไฟฟ้า ฯลฯ ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างความขัดแย้งในสังคมได้อย่างไร 7. มีแนวคิดที่จะดำเนินการต่อประเด็นการนำปัญหากิจการภายในประเทศมายกระดับให้เป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งผลกระทบจากการดำเนินการของต่างประเทศ เช่น ปัญหาเขตแดน ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ปัญหาเสรีภาพและประชาธิปไตย ปัญหาแรงงานและการค้ามนุษย์ ฯลฯ ที่ส่งผลทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทยอย่างไร 8. มีแนวคิดอย่างไร ที่จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อไม่ให้เป็นสาเหตุนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมไทย 9. ด้านการปฏิรูป มีข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปอย่างไร เพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดอง 10. มีข้อเสนอแนะให้เกิดการยอมรับและร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน หรือไปสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างไร นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากคณะกรรมการฯ ฝากเพิ่มเติมในวันนี้เป็นข้อที่ 11 คือมองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร และจะแก้ไขปัญหาอย่างไร 

คณะกรรมการฯ ชุดนี้รัฐบาลมีความจริงใจ และตั้งใจจริงที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม มองไปที่ผลประโยชน์ส่วนรวม และประเทศชาติเป็นสำคัญ จะทำอย่างสร้างสรรค์ เป็นกลาง มีจุดยืนคือการรับฟังความคิดเห็น เพราะฉะนั้นความสำเร็จจะมีได้ต้องขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วม ผมขอย้ำว่ากระบวนการดังกล่าวมีประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอให้เชื่อมั่น และไว้ใจกัน ปราศจากเงื่อนไข และอคติ เราเปิดโอกาส และให้โอกาสในการรับฟังความคิดเห็น ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง รับฟังด้วยความจริงใจเป็นธรรมทุกฝ่ายไม่เลือกปฏิบัติ 

ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเวทีระดับภูมิภาคควบคู่กันไป ซึ่งทุกท่านสามารถส่งข้อมูลข้อคิดเห็นในพื้นที่ และส่วนกลางได้ตลอดเวลา โดยเราไม่ละเลยผลการศึกษาที่ผ่านมาใช้เป็นแนวทางสร้างความปรองดองร่วมกัน กระบวนการปรองดองได้เริ่มขึ้นแล้ว บรรยากาศสร้างความปรองดองในเดือนก.พ.ที่เป็นเดือนแห่งความรัก อยากให้สื่อมวลชวนร่วมสร้างบรรยากาศความปรองดองครั้งนี้ด้วยการนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ ขอย้ำว่าหัวข้อที่พูดคุยกัน 10 ประเด็น โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายทางคณะกรรมการจะรับฟังทุกปัญหา ทุกเงื่อนไขของกฎหมาย แต่จะไม่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรม และอภัยโทษ สำหรับกรอบระยะเวลาทางคณะกรรมการฯ ตั้งกรอบไว้ 3 เดือน เราพยายามจะรับฟังและเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างความคิดเห็นร่วม และการเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อเอาความคิดเห็นร่วมให้ประชาชนรับทราบ และเข้าใจ ก่อนปรับร่างความเห็นร่วมเป็นสัญญาประชาคม

Share Button

ประธานสปท. มอบ”อลงกรณ์” รองประธานสปท. คนที่ 1 เป็นกรรมการเตรียมการปฏิรูป และกรรมการปรองดอง ส่วนรองประธานสปท. คนที่ 2 “วลัยรัตน์” เป็นกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์

unnamed

ตามที่ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องเสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) จำนวน ๔ คณะ ได้แก่ ๑. คณะกรรมการบริหารแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ๒. คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ๓. คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ และ ๔. คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานทุกคณะ และรองนายกรัฐมนตรี (ที่ได้รับมอบหมาย) เป็นรองประธานกรรมการ

ทั้งนี้ในส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น อยู่ใน ๓ คณะ ได้แก่ คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูป คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ และคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ร้อยเอกทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง เป็นกรรมการในคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการเตรียมการ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และมอบหมายให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง เป็นกรรมการในคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดประโยชน์สูงสุด

โดยในวันพฤหัสบดีที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความปรองดอง ที่มี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ ได้นัดประชุมคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ณ ห้องยุทธนาธิการ ศาลาว่าการกลาโหม เป็นนัดแรก เพื่อพิจารณาแนวทางการทำงาน รวมทั้งกรอบระยะเวลาในการดำเนินงาน และประเด็นหารือในการสร้างความสามัคคีปรองดอง

Share Button

ครม.ลงนามรับสนองพระราชโองการ โปรดเกล้าฯ’5 ธ.ค.’เป็นวันชาติ

IMG_4054

คณะรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระราชโองการในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดวันสำคัญของชาติไทย ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กำหนดว่า วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติ ดังนี้

1.เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
2.เป็นวันชาติ และ
3.เป็นวันพ่อแห่งชาติ

ด้วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมกำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย อันเนื่องมาจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ยังความเศร้าสลดอย่างยิ่งใหญ่มาสู่พสกนิกรชาวไทย และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานต่อประเทศชาติและประชาชนเสมอมา ปวงชนชาวไทยทั้งปวงจึงน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและตระหนักถึงความสำคัญของวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ทั้งนี้ ให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันหยุดราชการ

Share Button

สปท.หารือแก้งานปฏิรูปตกหล่น

S__13951029

เมื่อเวลา 14.45 น. ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสปท. รองประธานสปท. เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิปสปท.) และประธานคณะกมธ.สปท.ทั้ง 12 คณะ ว่า เราหารือเพื่อจัดกรอบวาระการปฏิรูป27 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายในปี 2560 ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ในฐานะผู้กำหนดนโยบายของคณะกรรมาการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้วางเป้าไว้ โดยเรากำหนดแบ่งงานเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.การปฏิรูปกลไกภาครัฐ 2. การปฏิรูปคน 3 การปฏิรูปพัฒนาเครื่องมือฐานราก 4.การปฏิรูปเศรษฐกิจในอนาคต 5.การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน เราเชื่อว่า จะทำเรื่องเร่งด่วนได้ตามเป้าภายในปี 60 เพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูป นำส่งให้คณะกรรมการป.ย.ป.ต่อไป ประธานสปท.ยังได้แจ้งให้ ประธานคณะกมธ.ทั้ง12 คณะของสปท. ประสานงานร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปบริหารราชการแผ่นดิน (กขป.) ที่มีรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 กำกับดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด เพื่อไปตรวจสอบดูว่าการปฏิรูปเรื่องไหนยังติดขัด ตกหล่น ติดหล่มอยู่ ถ้าพบให้รวบรวมนำมาประสานงานเพื่อเสนอแก้ไขในการประชุมครั้งต่อไป โดยอาจใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาเรื่องนั้น

Share Button

นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง 4 คณะกรรมการภายใต้ ปยป. ลงวันที่ 2 กพ. 2560

timthumb2

pyp1_Page_1
pyp1_Page_2

pyp1_Page_3

pyp1_Page_4

pyp1_Page_5

Share Button

รายงานการติดตามความคืบหน้าเรื่องที่เสนอการปฏิรูป ณ วันที่ 31 มกราคม 2560

report_060260

รายงานการติดตามความคืบหน้าเรื่องที่เสนอการปฏิรูป ข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ณ วันที่ 31 มกราคม 2560

Download PDF File 20151205_566242c218cd9

Share Button

ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน พร้อมคณะ ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับการประชุมเชิง ปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปประเทศ

unnamed (5)

วันจันทร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เวลา ๑๒.๓๐ นาฬิกาณ บริเวณห้องโถงอาคารรัฐสภา ๑พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนพร้อมคณะ ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปประเทศ ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยที่ประชุมได้พิจารณาวางแผนการทำงานและการปฏิรูปประเทศ ซึ่งหลังจากการประชุมร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะ จัดลำดับเรื่องการปฏิรูปเร่งด่วนของคณะกรรมาธิการ ทั้ง ๑๒ คณะ และให้นำส่งประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศภายในวันนี้ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา เพื่อนำไปเสนอต่อที่ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปประเทศในวันพรุ่งนี้ เพื่อจัดทำภาพรวมการปฏิรูปประเทศ เสนอต่อรัฐบาลโดยนายสุวิทย์ เมษินทรีย์รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวสำหรับประเด็นการปฏิรูปเร่งด่วนของคณะกรรมาธิการการสื่อสารมวลชน นั้นประกอบด้วย

๑. ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….และการขอแก้ไขพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์
๒. การศึกษาและข้อเสนอแนะร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ….๓. การศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงประเด็นข้อสังเกตการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….ของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน๖ ประเด็น ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน มีมติในประเด็นต่าง ๆ  ดังนี้

๑. ชื่อร่างพระราชบัญญัติสอดคล้องกับเนื้อหาในบทบัญญัติหรือไม่ซึ่งที่คณะกรรมาธิการฯมีมติยืนยันชื่อร่างเดิม
๒. กรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามมาตรา ๔๑ ควรแก้ไขปรับปรุงจากปลัดกระทวงทั้ง ๔ กระทรวง คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีปลัดกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นกรรมการอื่นที่สรรหามาจากภาครัฐ หรือผู้แทนจากกระทรวงนั้น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องระบุให้เป็นปลัดกระทรวงซึ่งที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ มีมติให้กรรมาธิการไปศึกษาเพิ่มเติม และนำมาเสนอในที่ประชุม ต่อไป
๓. ลดจำนวนกรรมการสภาวิชาชีพที่เป็นตัวแทนภาครัฐในคณะกรรมการให้มีสัดส่วนน้อยลงโดยเน้นให้มาจากภาคสื่อมวลชนหรือภาคประชาชนให้มากขึ้นซึ่งที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ มีมติให้กรรมาธิการไปศึกษาเพิ่มเติม และนำมาเสนอในที่ประชุม ต่อไป
๔. ปรับปรุง แก้ไขบทบัญญัติในมาตรา ๘๕ที่ไม่ตัดสิทธิ์ผู้เสียหายจากกรณีได้รับผลกระทบจากสื่อ สามารถเลือกใช้สิทธิ์ร้องเรียนต่อสภาวิชาชีพหรือใช้สิทธิทางศาลทางหนึ่งทางใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการร้องเรียนต่อสภาวิชาชีพสื่อเสียก่อนซึ่งที่ประชุม ได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง และมีมติให้นักกฎหมายเขียนให้ตรงกับเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการฯ
๕. ใบอนุญาตควรพิจารณาจะนำมาใช้กับสื่อมวลชนหรือไม่ หรือควรจะพิจารณาในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ในลักษณะใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพราะสื่อมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนองค์กรวิชาชีพอื่นซึ่งที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ จะไปศึกษาเพิ่มเติม และนำมาเสนอในที่ประชุม ต่อไป๖. บทบัญญัติต่าง ๆ ในร่างพระราชบัญญัติฯ นี้ควรระมัดระวังกรณีที่อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่การขัดแย้งในตัวของบทบัญญัติตามมาตราต่าง ๆ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯจะพิจารณาอีกครั้ง

Share Button

กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินเปิดโครงการ “การปฏิรูปการบริการประชาชนให้มีความเป็นเลิศ : กรณีการเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์ดำรงธรรม”

unnamed (2)

วันศุกร์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ โรงแรมภูเขางามรีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “การปฏิรูปการบริการประชาชนให้มีความเป็นเลิศ : กรณีการเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์ดำรงธรรม” ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้มีนายประดิษฐ์ ยมานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง “การดำเนินงานของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครนายก”และมีผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย

– ผู้ว่าราชการจังหวัด
– ผู้บริหารจังหวัด
– หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด
– คณะกรรมการบริหารศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด
– คณะกรรมการประจำศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด
– คณะกรรมการศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ
– คณะกรรมการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
– ข้าราชการประจำจังหวัด

unnamed (4)

unnamed (3)

Share Button

“วิปสปท.”ติดเบรคก.ม.ปฎิรูปสื่อ โยนกมธ.สื่อฯคิดทบทวนให้รอบคอบ

S__13860875

 

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. เวลา 13.00น. ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ ( วิปสปท.) แถลงว่าที่ประชุม วิปสปท.มีความเห็นร่วมกันที่จะยังไม่เสนอร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ… และร่างพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่…) พ.ศ… ของ กมธ.ขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท. เนื่องจากมีข้อสังเกตจาก กมธ.จำนวนมากและมีประเด็นสาธารณะที่มีความสำคัญและมีผลเกี่ยวข้องกับประชาชน จึงต้องการให้สมาชิก สปท.ได้มีเวลาพิจารณาความเห็นอย่างรอบคอบ ดังนั้นวิป สปท.เห็นควรให้กมธ.ขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท. กลับไปปรับปรุงให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และให้กลับมาเสนอวิปสปท.อีกครั้งหนึ่ง

นายคำนูณ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามที่ประชุม วิปสปท. มีความเห็นตรงกันว่าควรต้องมีการปฎิรูปสื่อสารมวลชนเพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะการกำหนดกระบวนการควบคุมกันเองของสื่อมวลชน จากเดิมที่เป็นการควบคุมกันเองโดยสมัครใจยกระดับมาเป็นการควบคุมกันเองโดยสภาพบังคับตามกฎหมาย ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญคือ การตั้งสภาวิชาชีพและการกำหนดสัดส่วนและที่มาของคณะกรรมการในสภาวิชาชีพว่าจะมีกระบวนการสรรหาอย่างไร เพื่อให้เกิดความสมดุล ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ จึงเห็นควรให้ กมธ.ขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท. ดนี้กลับไปพิจารณาให้ครบถ้วน

Share Button