Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2017

มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ

unnamed (13)

ตามที่รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ โดยกำหนดเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี รับเงินโอน 3,000 บาท ผู้ที่มีรายได้เกิน 30,000 บาท/ปี แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี รับเงินโอน 1,500 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีผู้มีสิทธิ์ผ่านธนาคารรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย นั้น

ผลการโอนเงิน ณ วันสิ้นสุดมาตรการฯ (๓๑ มกราคม ๒๕๖๐) ปรากฏว่า รัฐบาลได้โอนเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยจำนวน 7,5๒๕,๓๖๓ คน คิดเป็นร้อยละ 97.๕ จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ตามมาตรการฯ 7,715,359 คน แบ่งเป็นเกษตรกร 2,47๕,๓๐๓ คน (ร้อยละ 3๒.9) และไม่ใช่เกษตรกร 5,0๕๐,๐๖๐ คน (ร้อยละ 67.๑) และไม่สามารถโอนเงินได้จำนวน ๑๘๙,๙๙๖ คน คิดเป็นร้อยละ 2.๕

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างการตรวจติดตามเพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรคในการดำเนินมาตรการในพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งปัญหาที่พบ คือ ประชาชนได้รับทราบข่าวสารการดำเนินมาตรการไม่ทั่วถึง หรือได้รับทราบแต่ไม่ชัดเจนว่าลงทะเบียนเพื่ออะไร เกิดประโยชน์อย่างไร จึงตัดสินใจไม่ลงทะเบียน รวมถึงผู้ด้อยโอกาสที่ไม่สามารถเดินทางไปลงทะเบียนตามมาตรการได้การลงทะเบียนไม่มีข้อมูลรหัสประจำบ้านกระทบต่อการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรทำให้บางรายไม่ได้รับสิทธิ การบันทึกข้อมูลผู้ลงทะเบียนในระบบคลาดเคลื่อน สำหรับรายที่ยังไม่สามารถโอนเงินได้ เนื่องจากบัญชีไม่มีความเคลื่อนไหว ทำให้ระบบไม่สามารถโอนเงินได้ บางรายไม่มีบัญชีกับธนาคารที่ลงทะเบียน บางรายไม่มีเงินเพียงพอที่จะเปิดบัญชีผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้พิการบางรายไม่สามารถเดินทางไปเปิดบัญชีธนาคารได้

ในส่วนของธนาคารได้อำนวยความสะดวกยกเว้นเงื่อนไขการเปิดบัญชี โดย ธกส. ให้เปิดบัญชีขั้นต่ำ 0 บาท จากปกติ 50 บาท ธนาคารกรุงไทย ให้เปิดบัญชีขั้นต่ำ 0 บาท จากปกติ 500 บาท และธนาคารออมสิน ให้เปิดบัญชีขั้นต่ำ1 บาท อยู่แล้ว ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีจะได้รายงานผลการตรวจติดตามต่อคณะกรรมการติดตามการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) เป็นประธานกรรมการ ให้รับทราบปัญหาและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับปรุงแก้ไขในการดำเนินการต่อไป

สำหรับการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 รอบใหม่ 3 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2560 โดยผู้มีรายได้น้อยทั้งที่ไม่เคยลงทะเบียน และผู้ที่เคยลงทะเบียนในปีที่ผ่านมา จะต้องมาลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด โดยสามารถลงทะเบียนได้ที่ ธกส. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย คลังจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานเขตทุกเขตใน กทม. ซึ่งรัฐบาลจะใช้ข้อมูลนี้ในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป

ในโอกาสนี้ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีจึงขอให้จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสาร รวมทั้งอำนวยความสะดวกและสนับสนุนธนาคารทั้ง 3 แห่ง ในพื้นที่ เพื่อให้การรับลงทะเบียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อไป

Share Button

เปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 9 ภาคทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 เม.ย.2560 เป็นต้นไป

ratchakitch-18022017001

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค พ.ศ. 2560 กำหนดให้มีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค จำนวน 9 ศาลทั่วประเทศ เริ่มเปิดทำการ 1 เม.ย.2560 เป็นต้นไป เนื้อหาระบุว่า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบภาค

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 559 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน ที่ตั้ง เขตศาล และวันเปิดทำการของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค พ.ศ. 2560”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้มีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค จำนวน 9 ศาล คือ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 และมีเขตศาลดังต่อไปนี้

(1) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีเขตศาลในจังหวัดชัยนาท
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง

(2) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 มีเขตศาลในจังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดตราด จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดสระแก้ว

(3) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีเขตศาลในจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดอุบลราชธานี

(4) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีเขตศาลในจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครพนม จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดเลย จังหวัดสกลนคร จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดอุดรธานี

(5) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีเขตศาลในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน

(6) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 มีเขตศาลในจังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดอุทัยธานี

(7) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีเขตศาลในจังหวัดกาญจนบุรี
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสุพรรณบุรี

(8) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีเขตศาลในจังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

(9) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 มีเขตศาลในจังหวัดตรัง จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดพัทลุง จังหวัดยะลา จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล

มาตรา 4 ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดสระบุรี
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 มีที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดระยอง ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบภาค 3 มีที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดสุรินทร์ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 มีที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดขอนแก่น ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 มีที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดพิษณุโลก ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบภาค 7 มีที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดสมุทรสงคราม ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 8 มีที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9
มีที่ตั้งอยู่ ณ จังหวัดสงขลา

มาตรา 5 ให้เปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบภาค 5 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบภาค 8 และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป

มาตรา 6 ให้เปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 และศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป

มาตรา 7 ให้ประธานศาลฎีการักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

Share Button

ปฏิรูปประเทศตอบ 6 โจทย์ใหญ่เพื่อก้าวข้ามหลุมดำทางการเมือง

IMG_5296

ที่หอประชุมพิบูลสงคราม วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่งอภิปรายในหัวข้อ “สภาวะแวดล้อมและผลกระทบทางการเมืองภายในประเทศกับความมั่นคงของประเทศไทย” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 59 ร่วมกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรสกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายอลงกรณ์ กล่าวถึงสภาพแวดล้อมและผลกระทบทางการเมือง ว่า กว่า 10 ปีที่ประเทศตกอยู่ในวิกฤติการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องทำให้ติดหล่มจมปลักอยู่ในหลุมดำทางการเมืองจนนำมาสู่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งเป็นรัฐประหารครั้งที่ 13 ของประวัติศาสตร์การเมืองไทย 85 ปีโดยมีการระบุเหตุผลของการยึดอำนาจว่าเกิดจากปัญหาความขัดแย้งแตกแยกทางการเมืองแบ่งประชาชนเป็นฝักฝ่ายถึงขั้นใช้ความรุนแรงและอาวุธสงครามเข้าประหัตประหารกัน มีการทุจริตคอรัปชั่นทุกหย่อมหญ้า ปล่อยปละละเลยให้เกิดการหมิ่นสถาบัน รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศจนเกิดความชะงักงันทำให้ประเทศถึงทางต ฯลฯ

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า วิกฤติการณ์ทางการเมืองครั้งล่าสุดเหมือนวงจรอุบาทก์ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทำให้ประเทศเกือบจะเกิดสงครามการเมือง เกือบเป็นรัฐที่ล้มเหลว และยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศ

“การจะก้าวข้ามหลุมดำทางการเมืองและไม่ให้เกิดวิกฤติของประเทศอีกต่อไปต้องแก้ไขด้วยการปฏิรูปประเทศให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ 6 เป้าหมายเสมือน 6 โจทย์ใหญ่ของประเทศ ได้แก่ 1.ให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย
2.ให้มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตเป็นธรรม
3.ให้มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ
4.ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
5.ให้มีกลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วคือการปฏิรูประบบราชการ
6.มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม โดยสปท. ได้เสนอการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองประกอบด้วยแผนปฏิรูปการเมือง 6 ด้าน คือ 1.ให้มีนักการเมืองที่ดีทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น 2.ปฏิรูประบบพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 3.มีการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม ป้องกันทุนสามานย์ และการทุจริตคอรัปชัน 4.มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพและระบบตรวจสอบอำนาจรัฐ 5.สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี และ 6.สร้างมาตรการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง
“วันนี้เราต้องสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทางการเมืองและความมั่นคงใหม่ของประเทศที่มีความสมดุลในความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การรักษ์สิ่งแวดล้อม การมีสังคมที่อยู่ดีมีสุข และการเสริมสร้างภูมิปัญญามนุษย์ ด้วยการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้านสร้างศักยภาพใหม่ของประเทศที่มีความเข้มแข็งในหลากหลายด้าน นับตั้งแต่ปี 2557 ประเทศไทยสามารถตั้งหลักและตั้งลำประเทศได้อีกครั้งหนึ่งเกิดความสงบเรียบร้อยและเดินหน้าปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องจริงจัง โดยเฉพาะปี 2560 เป็นปีแห่งการปฏิรูปและวางอนาคตของประเทศให้บรรลุ 27 วาระด้วย 42 เรื่อง”นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า วันนี้เรากำลังขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในโรดแม็ประยะที่สองด้วยกลไก”ปยป.โมเดล”ภายใต้การขับเคลื่อนของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินจำนวน 6 คณะ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ภายใต้รัฐธรรมนูญ และยุทธศาสตร์ชาติ

“ประเทศไทยต้องก้าวข้ามความขัดแย้งและหลุมดำทางการเมือง ร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไขปัญหาที่สะสมหมักหมมมานานด้วยการปฏิรูปอย่างรอบด้านโดยต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ และเติม ๕ อุตสาหกรรมอนาคต ด้วยมิติความมั่นคงทางเศรษฐกิจ6 โมเดลเศรษฐกิจใหม่มุ่งเน้นนวัตกรรมเทคโนโลยี่และมีคนเป็นศูนย์กลางภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0ที่มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

Share Button

‘อลงกรณ์’ แจงผลงานการปฏิรูปประเทศ – รับมีข้อบกพร่องในการสื่อสารไปยังสาธารณชน – วอนเน้นหลักคิดในการวิจารณ์มากกว่าใช้สำนวนโวหาร

S__14270554

ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศว่า ขณะนี้สปท.ได้ส่งรายงานการปฏิรูปประเทศและข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลแล้วจำนวนทั้งสิ้น 142 เรื่อง ละอยู่ระหว่างปรับปรุง 4 เรื่อง ซึ่งถือว่าขณะนี้การปฏิรูปมีความคืบหน้าอย่างมา บรรลุเป้าหมาย และเชื่อว่าการปฏิรูปประเทศจะขับเคลื่อนไปยามโรดแมปภายใต้การดำเนินการป.ย.ป. ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ขณะนี้การปฏิรูปประเทศในโรดแมประยะที่สอง โดยมีเป้าหมายในปี2560 จะปฏิรูป 27 วาระเร่งด่วน 42 ประเด็น และพ.ร.บ.เพื่อการปฏิรูปอีกกว่า 20 ฉบับให้แล้วเสร็จ โดยกฎหมายเพื่อการปฏิรูปขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการส่งให้ สนช. เพื่อพิจารณา และมีกฎหมายที่ส่วนราชการกำลังดำเนินการ 36 ฉบับ และอยู่ในการพิจารณาของกฤษฎีกา 8 ฉบับสำหรับเรื่องการปรองดองอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็นทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ซึ่งมีสัญญาณที่ดีและได้รับการตอบรับจากทุกภาคส่วน

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในปี2560 ถือเป็นปีแห่งการปฏิรูปจึงขอเรียกร้องให้ทุกส่วนร่วมมือร่วมใจปฏิรูปประเทศ โดยต้องเปลี่ยนความคิด แนวคิด ก้าวข้ามความขัดแย้งในอดีต ทุกคนต้องตระหนักว่าการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องของทุกคน ต้องเริ่มปฏิรูปที่ตนเองก่อน ทั้งชุมชน และองค์กร ในส่วนของสปท. ที่ผ่านมามีนักวิชาการ เช่น นายธีรยุทธ์ บุญมี และนักการเมืองบางท่าน อาจจะขาดข้อมูลข่าวสารความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นข้อบกพร่องของสปท. ดังนั้นทางสปท.จะมุ่งเน้นปรับปรุงในข้อมูลข่าวสาร แม้ว่าจะศูนย์ข้อมูลข่าวสารของ สปท.ในหลายๆช่องทาง แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีเพียงพอ ดังนั้นสปท.จะเพิ่มช่องทางในการสื่อสารเพื่อนำข้อมูลไปยังสาธารณชนมากขึ้น และขอให้ทุกภาคส่วนติดตามรายงานของสปท.และหากมีข้อวิจารณ์อย่างไรทางสปท.ก็พร้อมรับฟัง

“ผมคิดว่าประเด็นหนึ่งที่สังคมเกิดความสับสนก็เกิดจากการวิพากษ์วิจารณ์ที่ตีขลุม และไม่แยกแยะ นั้นก็ถือเป็นการวิจารณ์แบบเก่า ดังนั้นเราต้องคิดใหม่ และเสนอแนะที่สร้างสรรค์ หวังว่ารายงานของสปท.จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าและเสนอแนะในการวิพากษ์วิจารณ์ ยืนยันว่าการทำงานของแม่น้ำ 5 สาย เราเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ว่าผู้วิจารณ์เป็นใครหรือยู่ในฐานะอะไรก็ได้ และเน้นหลักคิดมากกว่าการใช้สำนวนโวหาร ซึ่งถือว่าเป็นการใช้วิธีการเมืองแบบเก่า” นาอลงกรณ์ กล่าว.

Share Button

“ประเทศไทยจะก้าวข้ามหลุมดำทางการเมืองได้หรือไม่”

unnamed (1)

หาคำตอบได้ในการอภิปราย ในหัวข้อ สภาวะแวดล้อมและผลกระทบทางการเมืองภายในประเทศกับความมั่นคงของประเทศไทย ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 59 อภิปรายโดย นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ในวันพุธที่ 8 มีนาคม 2560 เวลา 09.00-12.00 นาฬิกา ณ หอประชุมพิบูลสงคราม วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาป้องกันประเทศ กรุงเทพมหานคร

Share Button

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

unnamed (7)

เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๘.๐๐ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งที่ ๑/๒๕๖๐ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเป็นที่ปรึกษาการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และทรงรับเชิญเสด็จพระราชดำเนินในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการนี้ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้รัฐบาลจัดสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เช่น หน่วยแพทย์ อาหาร น้ำดื่ม รถสุขา และถังขยะให้มีความพร้อมพอเพียงสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกตลอดเวลา

* ร่างหมายกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
๑. งานวันที่ ๑
– พระราชกุศลออกพระเมรุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

๒. งานวันที่ ๒
– พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

๓. งานวันที่ ๓
– เก็บพระบรมอัฐิ ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

๔. งานวันที่ ๔
– งานพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง

๕. งานวันที่ ๕
– เลี้ยงพระ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานพระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

* การจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เพื่ออัญเชิญพระบรมศพ พระโกศพระบรมอัฐิ และ พระบรมราชสรีรางคาร กำหนดไว้ ๖ ขบวน โดยจะมีการฝึกซ้อมย่อยและฝึกซ้อมใหญ่ในสถานที่จริงเพื่อให้มีความพร้อมเพรียงและสง่างามสมพระเกียรติยศ

* การจัดแสดงมหรสพสมโภช ประกอบด้วย การจัดแสดงโขนหน้าไฟหน้าพระเมรุมาศ เรื่อง รามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร – ยกรบ – รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ การแสดงมหรสพสมโภชบริเวณท้องสนามหลวงด้านทิศเหนือ ประกอบด้วย การแสดงหนังใหญ่และโขนพระราชทาน ตอน รามาวตาร การแสดงละคร หุ่นหลวงและหุ่นกระบอก และการบรรเลงดนตรีสากล “ธ คือ ดวงใจไทยทั่วหล้า” การจัดนิทรรศการ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” รวมไปถึงการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจการทรงงานในแต่ละพื้นที่ของจังหวัด นิทรรศการด้านการพระราชไมตรีที่เกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

* การจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของภาคประชาชน โดยจะดำเนินการทั้งในกรุงเทพมหานคร จังหวัดและอำเภอทั่วประเทศ ตลอดจนในต่างประเทศด้วย ซึ่งในกรุงเทพมหานครจะจัดตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์บริเวณใกล้ท้องสนามหลวง ๑๑ ซุ้ม และตามมุมเมือง ๔ ซุ้ม ซุ้มขนาดกลางตามแนวถนนราชดำเนินและถนนอรุณอมรินทร์ ๑๙ ซุ้ม และซุ้มขนาดเล็กตามวัดต่าง ๆ ๖๗ ซุ้ม ส่วนภูมิภาคมีซุ้มขนาดใหญ่ ๗๖ ซุ้ม (อำเภอร่วมกับจังหวัด) และซุ้มขนาดกลางทุกอำเภอ/วัดต่าง ๆ ๘๐๒ ซุ้ม ส่วนในต่างประเทศจะมีซุ้มขนาดกลาง ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุล ๙๖ ซุ้ม และซุ้มขนาดเล็กตามวัดไทย ๕๓๙ ซุ้ม รวมทั้งยังได้เชิญชวนจิตอาสาร่วมกันทำดอกไม้จันทน์เพื่อใช้สำหรับประชาชนที่ไปร่วมงานสามารถนำดอกไม้จันทน์ไปถวายได้

* การจัดนิทรรศการภายหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมเครื่องประกอบพระเมรุมาศด้านช่างสิบหมู่และความงดงามของ สิ่งปลูกสร้างและส่วนประกอบทั้งหลายที่ใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นระยะเวลา ๓๐ วัน

* การจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุ ให้มีการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุฉบับหลักและฉบับรอง และหนังสือที่ระลึกอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

unnamed (5)

unnamed (6)

unnamed (8)

unnamed (4)

Share Button

พลเอกจิระ โกมุทพงศ์ ประธานอนุกรรมาธิการสื่อสารสังคม แถลงข่าวเห็นควรให้มีโครงการเพลงกราวกีฬา

unnamed (3)

วันจันทร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ณ บริเวณห้องโถง ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ พลเอกจิระ โกมุทพงศ์โฆษกกรรมาธิการและประธานอนุกรรมาธิการสื่อสารสังคม และคณะแถลงข่าวว่าเห็นควรให้มีโครงการเพลงกราวกีฬาโดยมีวัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนใน ๓ ด้าน คือ ๑. เพื่อการออกกำลังกาย ๒ เพื่อการนันทนาการและ ๓. เพื่อการแสดงหรือนาฏลีลา และคาดหวังว่าจะเกิดการพัฒนาต่อยอดในแนวดนตรี ท่าการแสดงหรือการออกกำลังกายให้มีความหลากหลายและสร้างความนิยมในหมู่เยาวชนและประชาชนทั่วไปภายใต้ปรัชญาที่ว่า “กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ”

Share Button

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน แถลงข่าวการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ยังไม่แล้วเสร็จ

unnamed (2)

วันจันทร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกาณ บริเวณห้องโถง ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนพร้อมด้วย พลตำรวจตรีพิสิษฐ์ เปาอินทร์และคณะ ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะรอจดหมายตอบกลับจากสื่อมวลชนต่างประเทศที่คณะกรรมาธิการฯได้ขอข้อมูลเกี่ยวกับสภาวิชาชีพสื่อของต่างประเทศไปเพื่อนำมาปรับให้มีความสมบูรณ์และเหมาะสมกับสังคมไทย ทั้งนี้หากร่างพระราชบัญญัติฯมีผลบังคับใช้แล้วจะต้องจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ ปี

Share Button

นายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการและโฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาฯ รับยื่นหนังสือข้อเสนอการปฏิรูปประเทศด้วยพลังพลเมืองจาก ศาสตราจารย์ ดร. ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์

unnamed (1)

วันพฤหัสบดีที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑.๓๐ นาฬิกาณ บริเวณห้องโถง ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ นายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการและโฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รับยื่นหนังสือข้อเสนอการปฏิรูปประเทศด้วยพลังพลเมืองจาก ศาสตราจารย์ ดร. ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อดีตประธานสภาพัฒนาการเมือง โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน กล่าวว่าจะนำข้อเสนอแนะดังกล่าวมอบให้แก่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่ง เพื่อเป็นข้อมูลในการเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเรื่องเสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง(ป.ย.ป.) ต่อไป

Share Button

“อลงกรณ์”แจง”ธีรยุทธ”ปฏิรูปคืบกว่า100เรื่องเร่งเดินหน้าปฏิรูปอีก27วาระ42เรื่อง เตรียมส่งรายงานความก้าวหน้าการปฏิรูปให้”ธีรยุทธ”สัปดาห์หน้า

Snapseed-768x533

“อลงกรณ์”แจง”ธีรยุทธ”ปฏิรูปคืบกว่า100เรื่องเร่งเดินหน้าปฏิรูปอีก27วาระ42เรื่อง เตรียมส่งรายงานความก้าวหน้าการปฏิรูปให้”ธีรยุทธ”สัปดาห์หน้า เผยนายกฯ.ย้ำให้เน้นสื่อสารสู่ประชาชนถึงความก้าวหน้าของการปฏิรูปยุทธศาสตร์ชาติและการปรองดอง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิรูปประเทศของ อจ.ธีรยุทธ บุญมีวันนี้ว่า คำวิจารณ์และข้อเสนอแนะของอจ.ธีรยุทธควรค่าแก่การรับฟังและนำไปพิจารณาว่ามีจุดบกพร่องต้องปรับปรุงอะไรบ้างส่วนเรื่องการปฏิรูปและการปรองดองที่อจ.ธีรยุทธสรุปว่าเริ่มวนในอ่างไม่มีผลงานชัดเจนนั้นต้องชี้แจงว่า การปฏิรูปประเทศครั้งนี้มีถึง37วาระ11ด้านไม่ได้มีเฉพาะด้านการเมืองเท่านั้นตอนนี้การขับเคลื่อนการปฏิรูปกว่า100เรื่องคืบหน้าไปมากแล้วทั้งนี้ขึ้นกับความยากง่ายของปัญหาที่สะสมหมักหมมมานานเช่นการปฏิรูปคอรัปชั่น การปฏิรูปเศรษฐกิจ การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปสาธารณสุข และการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เป็นต้น เข้าใจว่าอจ.ธีรยุทธมองแต่มิติการเมืองเลยด่วนสรุปแบบเหมารวมซึ่งจะได้ส่งรายงานความก้าวหน้าของการปฏิรูปประเทศทั้ง11ด้านให้กับอจ.ธีรยุทธในสัปดาห์หน้า

” ขณะนี้การปฏิรูปเข้าสู่โรดแม็ปที่2ภายใต้”ปยป.โมเดล” ตั้งเป้าเฉพาะปี2560จะปฏิรูปให้เสร็จอีก27วาระ42เรื่องและกฎหมายเพื่อการปฏิรูปอีกกว่า20ฉบับ ส่วนการปรองดองกำลังเดินหน้ารับฟังความเห็นเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัด คงไม่ได้วนในอ่างอย่างที่อจ.ธีรยุทธเข้าใจ บางครั้งการขาดข้อมูลและข่าวสารที่พอเพียงจะทำให้การวิเคราะห์ผิดพลาดได้ง่ายเหมือนตาบอดคลำช้าง ทางสปท.จะต้องปรับปรุงเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น

ซึ่งในการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ของคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปภายใต้ปยป.มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้เน้นย้ำการสื่อสารสร้างความเข้าใจความก้าวหน้าของการปฏิรูป ยุทธศาสตร์ชาติและการปรองดองให้ประชาชนได้รับรู้ให้มากที่สุดเพราะเป็นอนาคตของประเทศชาติและประชาชนทุกคน

Share Button