กก.เสียงปฏิรูป สปท. เปิดเวทีถกหัวข้อ “บทบาทสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ” เพื่อสร้างบทบาทภาพลักษณ์ประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ด้านตัวแทนสื่อสะท้อนความต้องการแทรกแซงการทำงานของรัฐ โดยอ้างการออกกฎหมายคุ้มครอง

595345

วันนี้(14 มี.ค.) คณะกรรมการเสียงปฏิรูป สภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ(สปท.) ได้จัด เสวนา เรื่อง “บทบาทของสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ” โดยมีจุดประสงค์เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจของสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ รวมถึงการทำหน้าที่ในการนำเสนอข่าวอย่างเป็นกลาง ภายใต้กรอบจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. คนที่ 1 ได้กล่าวถึงการปฏิรูปสื่อมวลชนระหว่างการเปิดเสวนา โดยมั่นใจว่าสื่อมวลชนจะมีบทบาทผลักดันและสร้างความเข้าใจต่อการปฏิรูปประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อคนไทยทุกคน ท่ามกลางการแข่งขันในกระแสโลกและภูมิภาคอาเซียน เพราะบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชน นอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังเป็นเวทีสะท้อนมุมมองที่หลากหลายในสังคม ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของนายกรัฐมนตรีได้กล่าวระหว่างการประชุมคณะกรรมการ ป.ย.ป. ที่ต้องการเน้นการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับสังคม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวงเสวนาได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างวิทยากรที่มาจากฝ่ายต่างๆ อย่างน่าสนใจ โดยนพ. กระแส ชนะวงษ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการโครงการเสียงปฏิรูปประเทศ ได้ย้ำถึงบทบาทของสื่อมวลชนที่จะเป็นตัวช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาระหว่างคนในเมืองและชนบท ให้ได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม

17353213_1796512267338510_8034991979638775379_n

ขณะที่พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สะท้อนถึงภาพรวมการทำงานของสื่อ ที่มีความสำคัญต่อการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องยอมรับว่าการทำงานหน้าที่ของสื่ออาจส่งผลกระทบ แต่ก็อาจจะเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นสื่อก็เป็นหนึ่งสาขาอาชีพหนึ่งที่จะต้องปฏิรูปและปรับตัวเองเหมือนกับทุกภาคส่วน
ด้านตัวแทนจากสื่อมวลชนโดย นายโสภณ องค์การณ์ ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ ASTV ได้กล่าวย้ำถึงการทำหน้าที่ของสื่อ ที่มีหน้าที่เสนอความจริง โดยไม่เข้าข้างฝ่ายไหน รวมถึงแสดงความเห็นที่รัฐพยายามอ้างถึงการคุ้มครองสื่อแต่กลับพยายามออกร่างกฎหมายในเชิงควบคุม ทั้งที่สื่อไม่เคยเรียกร้องให้รัฐคุ้มครอง อีกทั้งคนออกกฎหมายก็ไม่ได้มีที่มีจากสื่อมวลชน

ขณะที่นายมงคล บางประภา เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในฐานะเป็นตัวแทนของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ผมคิดว่า “ถ้าปฏิรูปสื่อให้ถูกทางจะช่วยชาติเดินหน้าอย่างทรงพลังได้” เหตุว่าทำไมที่ 30 องค์กรสื่อถึงออกมาคัดค้านร่างพ.ร.บ.ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ.…. ฉบับที่ สปท.พยายามจะผลักดัน เพราะทำท่าจะออกมาผิดทาง ร่างพ.ร.บ.ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…. มีปัญหาตั้งแต่ชื่อแล้ว ที่ผ่านมาพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า สื่อมันเรียกชื่อกฎหมายผิดว่า เป็นกฎหมายกดหัวสื่อฯ แต่ผมมองว่า ไม่ชื่อจะตั้งมาดีแค่ไหน แต่วิธีการไม่ใช้การคุ้มครองหรือส่งเสริม แต่มันกลับเป็นความพยายามในการควบคุม

ดังนั้น คำว่ากดหัวสื่อฯจึงเป็นสิ่งที่สื่อสำนักต่างๆเห็นพ้องกันเองที่จะใช้คำนี้โดยมิได้นัดหมายกันมาล่วงหน้า ที่ผ่านมา การทำงานของสื่อมวลชนมีการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันสังคมไทยมาโดยตลอด สื่อมีการปฏิรูปตัวเองมาโดยตลอด แต่ปัญหาก็คือ สื่อมันถูกตั้งประเด็นว่า เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ แต่สังคมก็ต้องช่วยทำความเข้าใจด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงย้อนหลังกลับไป 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2535 เรามีสื่อในรูปของพลเมือง แต่ในระยะใกล้มากนี้ เรามีสื่อวิทยุชุมชน โดยตั้งใจให้ชุมชนมีช่องทางของตัวเอง แต่สุดท้ายกลับตกเป็นของทุนใหญ่ในชุมชน เป็นทุนระดับชาติ เป็นกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดสื่อสารการเมืองขึ้น ตอนนี้เรามีสื่อโซเชียลมีเดียอีก และยังมีความพยายามโซเชียลมีเดียเพื่อเลือกข้างทางการเมืองอย่างชัดเจน ทั้งหมดจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้คนในสังคมสะท้อนออกมาให้สื่อต้องปรับปรุงตนเองอยู่ตลอด

แต่บัดนี้ ปรากฏว่า ร่างพ.ร.บ.ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…. ที่ออกมากลายเป็นว่า คนทำหน้าที่สื่อต้องจดทะเบียนเพื่อขอใบอนุญาตวิชาชีพ โดยมีโครงสร้างของคณะกรรมการวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติที่มีคนของรัฐระดับปลัดกระทรวงเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย 2 คน และยังมีอำนาจในการให้คุณให้โทษสื่อเป็นรายคนได้

แม้ว่า สัดส่วนดังกล่าวจะมีจำนวนน้อยถ้าเทียบกับกรรมการทั้งคณะ แต่ความเป็นจริงคนเป็นระดับปลัดกระทรวงก็มีสิทธิ์สูงกว่ากรรมการคนอื่นด้วยบทบาทที่ติดตัวมา และอาจจะได้รับแรงกดดันมาจากแรงทางการเมือง หากวันใดวันหนึ่ง สื่อรายหนึ่งอาจทำหน้าที่ไปวิพากษ์หรือไปตรวจสอบนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีเดียวกับปลัดกระทรวงที่มีกรรมการวิชาชีพสื่อฯ หากปลัดได้รับกดดันแล้วจะทำอย่างไร สื่อที่เป็นสื่อการเมืองคงไม่เดือนร้อน เพราะสามารถแปลงกาย เปลี่ยนชื่อเมื่อถูกปิด แต่ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อจริงๆจะทำอย่างไร การตรวจสอบภาครัฐที่มีอำนาจรัฐ และงบประมาณ จะทำได้แค่ไหน จึงอยากให้ช่วยกันคิด

17353613_1796512270671843_6505303299965333386_n

DSC_0139

17308756_1796507730672297_4265700398438480148_n

17200903_1796507794005624_8158686210108752427_n

Share Button

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *