Monthly Archives: เมษายน 2017

นายอลงกรณ์ พลบุตร รับยื่นหนังสือจากทันตแพทย์ เผด็จ ตั้งงามสกุล แกนนำเครือข่ายทันตอาสาพร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มทันตแพทย์ทั่วประเทศเนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจาก พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. ๒๕๕๙

unnamed (2)

วันอังคารที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกาณ บริเวณห้องโถงอาคารรัฐสภา ๑ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่งรับยื่นหนังสือจากทันตแพทย์ เผด็จ ตั้งงามสกุล แกนนำเครือข่ายทันตอาสาพร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มทันตแพทย์ทั่วประเทศเนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจาก พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติพ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ส่งผลกระทบต่อวิชาชีพทันตกรรมและการให้บริการประชาชนของทันตแพทย์

ทั้งนี้ รองประธาน สปท.คนที่หนึ่ง กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นหน้าที่ของสปท. ที่จะร่วมแก้ไข โดยจะนำเรื่องดังกล่าว นำเรียนประธาน สปท.เพื่อนำไปมอบให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการฯสาธารณสุข สปท.เพื่อพิจารณาศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับดังกล่าวเพื่อเสนอต่อครม. ในการแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไปและขอขอบคุณคณะทันตแพทย์ฯ ที่เป็นผู้สะท้อนปัญหาสู่ สปท.

Share Button

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปี ๒๕๖๐ ให้กับบุตร-ธิดา ของสมาชิกชมรมช่างภาพการเมือง

unnamed (1)

วันอาทิตย์ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา ๑ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปี ๒๕๖๐ ให้กับบุตร-ธิดา ของสมาชิกชมรมช่างภาพการเมือง และมอบทุนช่วยเหลือช่างภาพเข้มแข็ง พร้อมทั้งกล่าวให้โอวาทแก่ผู้ที่ได้รับมอบทุน โดยมี นายชัยยศ  ศิริสวัสดิ์ ประธานชมรมช่างภาพการเมือง เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมมอบทุนให้แก่บุตร-ธิดา ของสมาชิกชมรมช่างภาพการเมืองด้วย

Share Button

กรุงเทพฯ ครองแชมป์สุดยอดจุดหมายปลายทาง ประจำปี 2017

shutterstock_389864050-700

มาสเตอร์การ์ด เผยผลสำรวจ สุดยอดจุดหมายปลายทางในเอเชีย แปซิฟิค ประจำปี 2560 (Mastercard Asia Pacific Destinations Index 2017) พบว่า กรุงเทพฯ ยังครองแชมป์สุดยอดจุดหมายปลายทางที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุด ส่วนสิงคโปร์ยังคงนำหน้าด้านยอดการใช้จ่ายสูงสุด

ครึ่งหนึ่งของจุดหมายปลายทางที่มีนักท่องเที่ยวสูงสุด 20 อันดับแรกในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิคนั้น มีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาค้างคืนเพิ่มขึ้นถึง 10% จากปี 2558 ถึง 2559 โดยจุดหมายปลายทางที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเติบโตดังกล่าวอยู่ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ โซล (32.7%) โอซาก้า (23.8%) บาหลี (22.5%) โตเกียว (22.2%) ฮอกไกโด (21.9%) ชิบะ (21.5%) และพัทยา (20.6%)

โดยรวมแล้ว นักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนของจุดหมายปลายทางทั้ง 171 ของเอเชีย แปซิฟิคในปี 2558 มีจำนวนสูงถึง 339.2 ล้านคน (9.8% CAGR ระหว่างปี 2552 – 2559) นำโดยกรุงเทพ ที่มีผู้มาเยือนจำนวน 19.3 ล้านคน ตามด้วย สิงคโปร์ (13.1 ล้านคน) โตเกียว (12.6 ล้านคน) โซล (12.4 ล้านคน) และกัวลาลัมเปอร์ (11.3 ล้านคน) จีนยังคงเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางออกนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย แปซิฟิค โดยมีนักท่องเที่ยวออกมาพักค้างคืนมากถึง 55 ล้านคนในปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็น 16.2% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พักค้างคืนทั้งหมด

10 อันดับแรกของจุดหมายปลายทางที่มีนักท่องเที่ยวมาพักค้างคืน ได้แก่

1. กรุงเทพ – 19.3 ล้าน
2. สิงคโปร์ – 13.1 ล้าน
3. โตเกียว – 12.6 ล้าน
4. โซล – 12.4 ล้าน
5. กัวลาลัมเปอร์ – 11.3 ล้าน
6. ภูเก็ต – 9.1 ล้าน
7. ฮ่องกง – 8.9 ล้าน
8. พัทยา – 8.1 ล้าน
9. โอซาก้า – 7.4 ล้าน
10. ไทเป – 7.4 ล้าน

จำนวนคืนที่พักสูงที่สุดในประวัติกาล

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนเอเชีย แปซิฟิคมีจำนวนมากขึ้นและยังใช้เวลาในภูมิภาคนี้ยาวนานขึ้นในแต่ละครั้งอีกด้วย ในปี 2559นักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ค้างคืนรวมทั้งสิ้นมากถึง 1,768.7 ล้านคืน โดยนับเป็น 8.1% CAGR จาก 1023.1 ล้านคืนในปี 2552 กรุงเทพฯ ครองอันดับหนึ่งที่ 87.6 ล้านคืน ตามด้วย ซิดนีย์ในอันดับสองที่ 87.5 ล้านคืน และ กัวลาลัมเปอร์ที่ 76.7 ล้านคืน

เมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวค้างคืนที่มาเยือน (ซิดนีย์อยู่ในอันดับที่ 20) จำนวนคืนที่พักในซิดนีย์มีความโดดเด่นอย่างมาก อัตราส่วนของจำนวนการค้างคืนเฉลี่ยของซิดนีย์และจำนวนนักท่องเที่ยวที่ค้างคืนทั้งหมดต้องถูกแบ่งให้กับจุดหมายปลายทางอื่นๆ ในออสเตรเลีย อาทิ เมลเบิร์นและบริสเบน เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนมากเดินทางมาไกลกว่าจะถึงออสเตรเลียจึงทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะค้างอยู่นานขึ้น เพื่อให้คุ้มค่าการเดินทาง

10 อันดับแรกของจุดหมายปลายทาง เรียงตามจำนวนคืนที่ค้างทั้งหมด

1. กรุงเทพ – 87.6 ล้าน
2. ซิดนีย์ – 87.5 ล้าน
3. กัวลาลัมเปอร์ – 76.7 ล้าน
4. โตเกียว – 74.3 ล้าน
5. เมลเบิร์น – 62.9 ล้าน
6. บาหลี – 62.4 ล้าน
7. สิงคโปร์ – 60.7 ล้าน
8. โซล – 56.0 ล้าน
9. บริสเบน – 51.8 ล้าน
10. ไทเป – 47.8 ล้าน

อัตราการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา (2558 – 2559) สิงคโปร์มีอัตราการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเติบโตขึ้นถึง 18% นับเป็น 1 ใน 5 จุดหมายปลายทางในกลุ่มประเทศ 20 อันดับแรกด้านการใช้จ่าย ที่มียอดการใช้จ่ายอย่างน้อย 200 เหรียญสหรัฐต่อวัน โดยสิงคโปร์ครองอันดับหนึ่งที่มียอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวสูงถึง 254 เหรียญสหรัฐต่อวัน ตามด้วย ปักกิ่ง (242 เหรียญสหรัฐต่อวัน) เซี่ยงไฮ้ (234 เหรียญสหรัฐต่อวัน) ฮ่องกง (242 เหรียญสหรัฐต่อวัน) และไทเป (208 เหรียญสหรัฐต่อวัน)

จากผลสำรวจดังกล่าว พบว่า ปี 2559 เป็นปีที่น่าตื่นเต้นสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ด้วยแรงขับเคลื่อนของความมั่งคั่งในกลุ่มประเทศกำลังเติบโต (emerging markets) ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้มีความคึกคักตามไปด้วย นับเป็นภูมิภาคที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีอัตราเติบโตสูงที่สุดในโลก นับจากสัดส่วนของจีดีพีที่สูงถึง 8.5% ของจีดีพีรวมของเอเชียแปซิฟิค และ 8.7% ของอัตราการว่าจ้างของปีที่แล้ว

เนื่องจากชนชั้นกลางในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 1.415 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2552 เป็น 2.449 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2559 ซึ่งนับเป็น 8.2% CAGR นอกจากนี้ บรรดาเมืองที่มาของนักท่องเที่ยว 20 อันดับแรกยังได้สร้างรายได้ให้แก่การท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้รวมถึง 2.015 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2559

กลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนมากช่วยเพิ่มรายได้เหล่านี้อย่างยิ่ง โดยผลสำรวจนี้เผยว่า ประเทศจีน (17.7%) และเกาหลีใต้ ( 8.8%) เป็นสองประเทศที่สร้างรายได้ให้แก่การท่องเที่ยวสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ทั้งนี้ สองประเทศดังกล่าวยังเป็นตลาดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังสิงคโปร์ (จีนเป็นอันดับ 1) กรุงเทพ (จีนเป็นอันดับ 1) และโตเกียว (เกาหลีเป็นอันดับ 1 และจีนเป็นอันดับ 2) ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่มีการใช้จ่ายสูงที่สุด จุดหมายปลายทางเหล่านี้ยังเป็นแหล่งช็อปปิ้งและร้านอาหารชื่อดังระดับโลกที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีนและเกาหลีใต้

10 อันดับแรกของจุดหมายปลายทางในเอเชียแปซิฟิค เรียงจากการใช้จ่ายสูดสุด

1. สิงคโปร์ – US$1.54 หมื่นล้าน
2. กรุงเทพ – US$1.27 หมื่นล้าน
3. โตเกียว – US$1.11 หมื่นล้าน
4. ไทเป – US$9.9 พันล้าน
5. โซล – US$9.4 พันล้าน
6. บาหลี – US$8.7 พันล้าน
7. ภูเก็ต – US$8.3 พันล้าน
8. กัวลาลัมเปอร์ – US$7.3 พันล้าน
9. ซิดนีย์– US$6.8 พันล้าน
10. ฮ่องกง – US$6.6 พันล้าน

Share Button

ยันร่างก.ม.สปท.ไม่มีการตีทะเบียนสื่อ

8-5-2560 8-56-08

เมื่อวันที่6 พ.ค.นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)คนที่หนึ่ง กล่าวว่า ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการตีทะเบียนสื่อและการออกใบรับรองสื่อจึงต้องออกมายืนยันอีกครั้งว่าร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สปท.เมื่อวันที่ 1 พ.ค.ได้ยกเลิกอำนาจหน้าที่ของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ในการออกใบอนุญาตและถอนใบอนุญาตผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชนแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีการตีทะเบียนสื่อแต่อย่างใด

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่าสำหรับประเด็นการออกใบรับรองโดยองค์กรสื่อมวลชน ไม่เกี่ยวกับการออกใบอนุญาตแต่อย่างใด
คำว่า”องค์กรสื่อมวลชน”ตามนิยามกฎหมายดังกล่าวหมายถึง สถานประกอบการเช่นบริษัทหนังสือพิมพ์ อาทิ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชนไทยโพสต์ ผู้จัดการ ฯลฯ บริษัทหนังสือพิมพ์ เป็นผู้ออกใบรับรองซึ่งปัจจุบันก็ถือปฏิบัติมาโดยตลอดอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่.

Share Button

“คำนูณ” เผยสปท.ผนวกความเห็นต่างเป็นข้อสังเกตแนบท้ายกม.ควบคุมสื่อนำส่งครม.

S__14966903

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ วิป สปท. กล่าวถึงกรณีที่ประชุมสปท. มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน และอยู่ระหว่างให้คณะกรรมาธิการฯ ด้านสื่อสารมวลชน กลับไปทบทวนตามข้อสังเกตว่า ขั้นตอนนี้ก็จะดำเนินไปตามข้อบังคับการประชุม สปท. ที่มีระยะเวลาการดำเนินการ 7 วัน หลังมีมติที่ประชุม ก่อนเสนอให้ประธาน สปท. ส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อผลักดันเป็นร่างกฎหมายต่อไป

“สรุปแล้วสาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ ยังคงสัดส่วนของภาครัฐ 2 ตำแหน่ง ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีข้อเห็นต่างเกิดขึ้นในการอภิปรายของที่ประชุม สปท. แต่ยืนยันว่าที่เคยบัญญัติให้มีการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพนั้น ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้ตัดออกไปแล้ว เมื่อที่ประชุมมีมติเห็นชอบแล้ว ทราบว่าข้อเห็นต่างก็จะถูกบรรจุแนบเป็นภาคผนวกข้อสังเกตท้ายรายงานเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา”นายคำนูณกล่าว

Share Button

ชาวบ้าน อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ร้องขอความเป็นธรรมกรณีการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐเกินกว่าเหตุ

unnamed (8)

วันพฤหัสบดีที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ณ บริเวณห้องโถงอาคารรัฐสภา ๑ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง รับยื่นหนังสือจาก นายอนุชิต เหมารุ่งโรจน์ ชาวบ้านอำเภอพบพระ จังหวัดตาก เพื่อร้องขอความเป็นธรรมกรณีการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐเกินกว่าเหตุ

Share Button

นายวิเชียร ชวลิต รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม รับยื่นหนังสือจากนายมนตรี คำพล นายกสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพาเพื่อขอรับการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานต่างด้าว

unnamed (7)

วันจันทร์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกา ณ บริเวณห้องโถงชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ นายวิเชียร ชวลิต รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม คนที่สอง รับยื่นหนังสือจากนายมนตรี คำพลนายกสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพาเพื่อขอรับการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานต่างด้าวจังหวัดสระแก้วจังหวัดปราจีนบุรี

นายวิเชียร ชวลิต กล่าวว่าคณะกรรมาธิการฯจะลงพื้นที่ช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐ นี้เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและนำมาเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

Share Button

อลงกรณ์ รับยื่นหนังสือคัดค้านร่าง พรบ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน จากนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

unnamed (6)

วันจันทร์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ณ บริเวณห้องโถงชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ นายอลงกรณ์ พลบุตรรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่ ๑ รับยื่นหนังสือคัดค้านร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ….จากนายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและคณะ

นายอลงกรณ์ กล่าวว่ากระบวนการพิจารณาดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้นยังต้องไปสู่คณะรัฐมนตรีสภานิติบัญญัติแห่งชาติและต้องปฏิบัติตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญด้วยโดยต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้านและต้องวิเคราะห์ผลดีผลเสีย โดยที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยืนยันมาตลอดว่าไม่มีเจตนาที่จะครอบงำแทรกแซง หรือปิดหู ปิดตาประชาชน และสื่อมวลชนและการปฏิรูปสื่อสารมวลชนเป็นภารกิจที่จะต้องปฏิรูปภายใต้ ๒๗ วาระปฏิรูปประเทศซึ่งมุ่งไปสูไทยแลนด์ ๔.๐โดยการปฏิรูปสื่อสารมวลชนยึดหลักดังนี้

๑.หลักการเคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนเพราะเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน

๒.หลักความเป็นอิสระเพื่อให้สื่อมวลชนปฏิบัติหน้าที่โดยปลอดการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ

๓ หลักความรับผิดชอบกฎ จรรยาบรรณ ของการประกอบวิชาชีพที่ดี

๔.หลักการมีส่วนร่วมของสื่อมวลชนและประชาชน

๕.หลักผลประโยชน์ของประเทศชาติ และส่วนรวมเป็นที่ตั้งซึ่งการบรรจุเรียบวาระดังกล่าวนั้นทางคณะกรรมาธิการฯได้มีการทบทวนเพราะสปท. เน้นย้ำเรื่องการเปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็น ดังนั้นหลายวันที่ผ่านมา ต้องขอบคุณที่สื่อมวลชนและองค์กรสื่อต่าง ๆ ได้นำเสนอแง่มุมและหลักคิดต่าง ๆจนกระทั่งคณะกรรมาธิการฯที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้ได้พิจารณาแล้วเห็นควรให้มีการทบทวนก่อนที่จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ ซึ่งต้องติดตามว่าคณะกรรมาธิการได้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไรใน ๓ เรื่องที่เป็นข้อห่วงใย

เรื่องแรกคือการจัดตั้งสภาวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับจะต้องไม่มีการแทรกแซงครอบงำโดยอำนาจรัฐ

๒.สภาวิชาชีพจะต้องไม่มีอำนาจในการออกใบอนุญาตหรือถอนใบอนุญาตเพื่อป้องกันการใช้อำนาจรัฐ อำนาจทุนเหนือสถานประกอบการสื่อทุกประเภท หรือทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้เพราะถูกถอนใบอนุญาตหรือกีดกันไม่ให้ขึ้นทะเบียน

๓. ในฐานะที่สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพที่มีบทบาทสำคัญไม่เหมือนกับวิชาชีพอื่นๆ การนำเสนอข่าวสารอย่างหลากหลาย มีความเป็นอิสระ มีจุดยืนนำเสนอข่าวตรงไปตรงมาจำเป็นที่จะต้องเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบสื่อมวลชนโดยภาคประชาชน

ซึ่งหลักการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นแนวทางที่ สปท. ได้ยึดถือไว้ตั้งแต่รับสานต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)สำหรับการประชุมในวันนี้

ผลการพิจารณาจะมีอยู่ ๓ แนวทาง แล้วแต่ว่าที่ประชุม สปท.จะเห็นเป็นเช่นไร คือ
๑. เห็นชอบ
๒. ไม่เห็นชอบ
๓. มีผู้เสนอให้มีการถอนเรื่องดังกล่าวออกจาการพิจารณาหรือว่าเมื่อพิจารณาเสร็จแล้วยังไม่มีการลงมติและให้คณะกรรมาธิการฯนำกลับไปปรับปรุงแก้ไข

ทั้งนี้เชื่อว่าจะมีทางออกที่ดีเป็นแนวทางมัชฌิมาปฏิปทาที่สามารถทำให้เดินหน้าทำงานต่อไปได้เพื่อให้ประโยชน์ตกแก่ประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด

Share Button

บิ๊กตู่” รับ 5 ข้อเสนอแรงงานแก้ปัญหา ขอให้รอขึ้นค่าแรง ลั่นทุก รบ.ต้องรับผิดชอบ 70 ล้านคน วอนอย่าเชื่อข้อมูลบิดเบือน ฝากตบปากคนปล่อยข่าวยกเลิกบัตรทอง วุ่น หญิงรกลางคนบุกร้องนายกฯ โดนโกงที่ดิน

NjpUs24nCQKx5e1BbC9a05YHLj6vI5ArHDub5L00nJD

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2560 ภายใต้คำขวัญประจำปี “แรงงานรู้รักสามัคคี สดุดีจักรีวงศ์ รณรงค์เศรษฐกิจพอเพียง” โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ข้าราชการ และสภาองค์การลูกจ้าง 15 องค์กร สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจฯ และศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

โดยนายชินโชติ แสงสังข์ ประธานคณะกรรมการจัดงานได้นำเสนอข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติประจำปี 2560 จัดทำขึ้นโดยสภาองค์การลูกจ้าง 15 องค์กร ร่วมกับสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจฯ และศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบ ประกอบด้วย

1.ให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยเรื่องสิทธิในการรวมตัวจัดตั้งองค์กร สมาคม สหภาพ และเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องข้อเดียวที่ใช้เวลาเรียกร้องมาอย่างยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2535 ตั้งแต่สมัยรัฐบาล รสช. และดูเหมือนทุกยุคทุกสมัยของรัฐบาลพยายามโปรยยาหอมว่าจะรับรองสัญญาทั้ง 2 ฉบับแต่ไม่เคยสำเร็จ

2.ให้รัฐบาลปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม เช่น ยกสถานะสำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระ หรือ องค์กรนอกระบบที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของกระทรวง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ซึ่งมีงบประมาณกว่า 1 ล้านล้านบาทที่ไม่เคยบริหารจัดการ และต้องให้รัฐบาลนำเงินมาอุดหนุน จึงจำเป็นต้องปลดล็อคให้สำนักงานประกันสังคมในการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว

นอกจากนั้นขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แก้ไขกฎกระทรวง กรณีลูกจ้างเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากการทำงาน เมื่อลูกจ้างใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนครบตามสิทธิแล้ว ให้ลูกจ้างมีสิทธิใช้กองทุนประกันสังคมต่อไปได้ และให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 มีสิทธิเข้าเป็นสมาชิกกองทุนเงินออมแห่งชาติ

3.ให้กระทรวงแรงงานเร่งปรับปรุงกฎหมายเพื่อการคุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบให้มีสิทธิประโยชน์ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนรร่วมของแรงงานนอกระบบ และให้จัดตั้งกรมคุ้มครองและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ

4.ขอให้รัฐบาลคงความเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง โดยไม่ลดสัดส่วนการถือครองจากภาครัฐลงน้อยกว่าร้อยละ 50 และให้รัฐบาลลดหย่อนเก้บภาษีเงินได้ กรณีค่าชดเชยและเงินตอบแทนความชอบของพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงเงินได้อื่นๆ ซึ่งเป็นเงินงวดสุดท้ายของลูกจ้าง

5.ให้รัฐบาลแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อให้มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทุกสถานประกอบกิจการ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตของคนทำงาน และในกรณีที่สถานประกอบการที่มีกองทุนเงินสะสมให้แปลงสถานะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และส่งเสริมการออมของลูกจ้างในรูปแบบสหกรณ์ออมทรัพย์ในทุกสถานประกอบกิจการ

ขณะที่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้รับฟังไปแล้ว 5 ข้อ และจะบอกเล่าสิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้วและสิ่งที่กำลังจะทำ เพื่อชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจและมีส่วนในการสร้างประเทศทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ถือเป็นหุ้นส่วนประเทศ ถ้าบริษัททุกบริษัท ทั้งผู้ประกอบการ หัวหน้างาน และแรงงาน ทุกคนถือว่ามีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของในการประกอบการ ของโรงงานของตัวเอง และจะทำอย่างไรให้มีความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของ ก็จะเกิดความทุ่มเททุกอย่างลงไปในงาน นำไปสู่ผลผลิตที่ดีตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการเองด้วยที่ต้องเอาใจใส่ ให้ทุกคนมีน้ำจิตน้ำใจต่อกัน อย่าคำนึงถึงผลประโยชน์อย่างเดียว และต้องเข้าใจว่านักธุรกิจต้องการกำไรให้มากที่สุด สิ่งที่จะทำให้ได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแรงงานด้วย ดังนั้นเรื่องการดูแลอาจจะไม่เท่าเทียมกัน ไม่เหมือนกัน รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องทำให้เกิดความเท่าเทียม ไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่

“ประเทศไทยยังต้องการใช้แรงงานขับเคลื่อนประเทศ นับวันยิ่งมีมากขึ้นไม่ได้น้อยลง ถึงแม้จะมีการปิดกิจการลงไปบ้าง แต่ไม่ใช่ไม่อยากทำ แต่เขาต้องการเปลี่ยนแปลงการผลิต ยกระดับประเทศให้สูงขึ้น อาจมีการลงทุนประเภทอื่น หรือ ประเภทเดิม ที่เพิ่มเครื่องไม้เครื่องจักรให้มากขึ้น แต่ยังต้องการใช้แรงงานเหมือนเดิม เพราะรัฐบาลกำหนดไว้แล้วว่าต้องมีการใช้แรงงานในประเทศให้มากขึ้น ขออย่ากังวลในข้อนี้ หากไม่มีงานให้ทำ รัฐบาลก็จะหางานให้ทำจนได้ รัฐบาลต้องคิดแบบนี้ ไม่ปล่อยปละละเลย มีหน้าที่ในการดูแลคนทั้ง 70 ล้านคน นี่เป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลที่ต้องดูแล รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนที่จะตามมา หรือรับต่อจากตัวเอง ต้องพูดว่าจะดูแลคน 70 ล้านคน ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ทั้งหมดคือคนไทย ถ้าไม่ดูแล ถือว่าไม่ใช่รัฐบาลของปวงชนชาวไทยที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แม้จะยากแสนยาก แต่ก็ต้องทำ จำเป็นต้องโรดแมป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนข้อเสนอแรงงาน 5 ข้อ คือหนึ่งในร้อยปัญหาที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ไม่ได้ทำเพื่ออยู่รอดไปวันๆ แต่ต้องการแก้ปัญหาให้มากที่สุด เพื่อปลดล็อคอุปสรรคของประเทศ ให้พ้นขีดจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เมื่อความต้องการใช้แรงงานขับเคลื่อนประเทศ ต้องมีทั้งแรงงานในระบบ และแรงงานนอกระบบ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ตัวเองระลึกเสมอว่าเป็นแรงงานเหมือนกัน เพราะทุ่มเทแรงงาน ทุ่มเทใจของตัวเองในการทำงาน ถึงแม้จะใช้แรงน้อยหน่อย แต่ใช้แรงใจมากเหลือเกินในการทำงาน ไม่ได้เรียกร้องความเห็นใจ แต่เป็นหน้าที่ เพราะประเทศเป็นของพวกเราทุกคน ดังนั้นต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนมีส่วนร่วมในสถานประกอบการ ให้รู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน หากแรงงานแสดงให้ผู้ประกอบการเห็น เขาก็ต้องดูแลเรา ไม่ทอดทิ้งเรา ทั้งสองฝ่ายต้องทั้ง give ทั้ง take คือทั้งให้ และรับ เวลาไปต่างประเทศก็พูดอย่างนี้ ไทยไม่ได้รับอย่างเดียว ก็ต้องให้เขาด้วยเช่นเดียวกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า การพัฒนาแรงงานเป็นสิ่งสำคัญ ตามแผนงานไทยแลนด์ 4.0 อย่าไปฟังคนอื่นว่าจะคนจะไม่มีงานทำ ไทยมีเศรษฐกิจหลายรูปแบบ วันนี้อยู่ 3.0 คือมีโรงงาน เครื่องจักรหนัก แต่พอก้าวเข้าสู่ 4.0 เป็นเศรษฐกิจใหม่ที่จะพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจขนาดใหญ่ รัฐบาลกำลังสร้างพื้นที่เศรษฐกิจอีอีซี ที่มีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานอยู่พอสมควร ที่จะเชื่อมโยงสามจังหวัดตะวันออก เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยระบบถนน รถไฟ รถไฟฟ้า และรถไฟความเร็วสูง ทุกคนก็จะมีส่วนช่วยสร้างไทยแลนด์ 4.0 เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ก็จะมีภาษีมากขึ้น ก็จะพัฒนาประเทศได้มากขึ้น ถ้าไม่ทำ ก็ต้องใช้งบประมาณที่มีอยู่เดิมในการพัฒนาประเทศ

“วันนี้กำลังเปลี่ยนผ่านจากปัญหาเดิมไปสู่ปัญหาให้มันน้อยลง ถ้าทำได้ก็อยู่ได้ไปอีก 30 ปี ไม่ต้องจมไปเรื่อยๆ เหมือนเรือที่กำลังจะจม รัฐบาลได้แก้ปัญหาไปหลายประการ มีแผนงานปฏิรูปประเทศ แรงงานก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะมีส่วนในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต แปรรูป หรือการจำหน่าย ขอให้ทุกคนสบายใจว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ตัวเองตั้งใจมาหลายวันที่จะมาพบในวันนี้ ไม่เคยกลัวปัญหา ไม่เคยกลัวใครมาต่อต้าน เพราะมีใจที่จะทำให้ ถ้าเข้าใจกันก็จะไม่มีปัญหาระหว่างกัน ทำงานด้วยกันได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามปลดล็อคอุปสรรคในการลงทุน การค้า อุตสาหกรรม จำเป็นต้องแข่งขันกับต่างประเทศ ทั้งหมดเพื่อประชาชน หวังจะทำให้เท่าเทียมเขา สิ่งที่เราได้เปรียบคือ แรงงานของเรา คนของเรา รอยยิ้มของเรา ทุกคนไม่เคยโกรธว่าแรงงานไทยไม่มีประสิทธิภาพ เสียอย่างเดียวคือต้องพูดภาษาเขาให้ได้ ใครจะเป็นหัวหน้างานต้องทำให้ได้ จำคำพูดตัวเองไว้ ได้เร่งรัดกระทรวงศึกษาธิการไปแล้วว่าให้ดำเนินการ และให้ประสานติดต่อกับบริษัทผู้ประกอบการ เพื่อติดตั้งคำแนะนำองค์ความรู้เกี่ยวกับภาษาต่างประเทศ ให้เกิดการเรียนรู้ เหมือนที่รุ่นลูกเราฟังเพลงเกาหลี ก็ฟังภาษาเกาหลีได้ แล้วรุ่นพ่อรุ่นแม่จะยอมหรือไม่ เหมือนกับการฝึกทหารใหม่ ในค่ายจะติดป้ายบอกวิธีการเป็นทหาร สอนวิธีการยิงเป้าให้แม่น ติดให้หมดทุกที่ เดินผ่านไปผ่านมาทุกวันต้องอ่าน สุดท้ายเดี๋ยวทหารก็ยิ่งแม่นกันเอง นี่คือประสบการณ์จริง ดังนั้นแรงงานต้องไม่กลัวชาวต่างชาติ ต้องเป็นเจ้าภาพที่ดี ไม่เดินหนี

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการพัฒนาให้เข้าถึงสิทธิต่างๆ มีงานทำ ให้แรงงานปลอดภัยในการทำงาน เหล่านี้ทำไม่ได้เลยสักข้อ ถ้าประเทศมีความขัดแย้ง วันนี้เป็นโอกาสที่คุยกันรู้เรื่อง คุยกันเข้าใจ ไม่ใช่เดินมาประท้วงกันผิดกฎหมาย ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะผิดกฎหมาย ปล่อยปละละเลยไม่ได้ ถ้าปล่อยมากก็มีปัญหา อย่านำประเทศกลับเข้าสู่ที่เดิม มันอาจจะถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง หากมองถึงคนส่วนใหญ่จะรู้เองว่าอะไรบ้างที่ดีขึ้น ทุกอย่างที่พูดทั้งหมดคือ ความมั่นคง และความมีเสถียรภาพ คือไม่มีทะเลาะ เบาะแว้ง ไม่มีความขัดแย้ง ทุกประเทศเดินทางมาก็ชมตัวเอง แต่ก็บอกว่าไม่ต้องชม ให้ชมคนไทย เพราะตัวเองไม่เคยยุใครให้มาทำแบบนั้น ถ้าเราไม่ปล่อยปละละเลย ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ทุกอย่างก็ไม่เกิดขึ้น เหมือนกับโลกโซเชียลมีเดีย ที่มีการปล่อยข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงทุกวัน

“ขอให้หยุดอย่าให้คนเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหวอีก วันนี้ไม่ได้บอกว่าจะลดอะไรเลย มีแต่จะเพิ่มทั้งหมด ใช้งบประมาณมหาศาล ไม่เคยลดบัตรทอง 30 บาท ขอให้ประชาชนไปจับคนที่พูดมาตบปากสักที มีแต่จะเพิ่มให้ และใช้เงินจำนวนมาก เป็นสิ่งจำเป็นเพราะมันเริ่มโครงการมาแล้ว แม้จะไม่มากนัก รัฐบาลคงไม่สามารถทำอะไรเพื่อเรียกคะแนนนิยมได้ หลายคนอาจจะไม่รักตัวเองตรงนี้ เรื่องอะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาษี จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อหาทางออก เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายต้องใช้เวลาดำเนินการ แม้ตัวเองจะมีอำนาจเต็มที่ ก็จะใช้อำนาจเท่าที่จำเป็น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้หลายเรื่อง มีเรื่องเดิมๆ พูดแล้วพูดอีก ถามแล้วถามอีกที่เดิม จนไม่รู้อะไรเป็นอะไร ตัวเองมีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ อะไรก็ตามที่ดีก็ขอให้ทุกคนร่วมกันทำ อะไรไม่ดีตัวเองจะรับผิดชอบ ขอให้มั่นใจว่าตัวเองจะไม่ทำอะไรให้เสียหายเด็ดขาด สื่อก็เพื่อนกัน เขาจำเป็นต้องเขียน ไม่อย่างนั้นก็ขายของไม่ออก พาดหัวให้มันตื่นเต้น แต่สิ่งที่สำคัญคือพาดหัวไปแล้วได้อะไรขึ้นมา ได้สร้างสังคมที่อบอุ่นหรือไม่ ตัวเองไม่ปฏิเสธเรื่องราวร้ายแรงมีอยู่ในประเทศ ขอให้ไปดูหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่มีการนำเสนอที่แตกต่างกัน ฆ่ากันตายพาดหัวตัวเล็กๆ แต่ของไทยถ่ายแล้วถ่ายอีก พูดแบบนี้เดี๋ยวสื่อก็มาชวนทะเลาะอีก แต่ไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะมาแบบนี้ก็จะไปแบบนี้

“หลายอย่างที่ทำวันนี้ อย่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็เขียนกันว่าอยากอยู่รวบอำนาจ เขียนทุกวัน ส่วนตัวอยากอยู่ที่ไหน ไม่มีใครไม่ตาย ทุกคนก็ตายหมด ขอให้ตายกันดีๆ ก็แล้วกัน ให้กฎหมายทำงาน อย่าปั่นไปปั่นมา คนทำงานก็ลำบากใจ คนทำผิดก็ไม่โดนลงโทษ คนตัดสินก็กลัว ไม่ได้ต้องปล่อยให้เขาทำงาน เรื่องของศาล ขอให้กลับเข้ามาสู่กระบวนการ ที่ผ่านมาเป็นหรือไม่ เรื่องยุติธรรม กฎหมายคือสิ่งที่ทำให้ประเทศสงบสุข ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ทุกคนต้องช่วยกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คนเราต้องมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ ทุกคนต้องใช้สติปัญญา ไม่ให้ถูกเขาหลอกล่อ บิดเบือน บางคดีลงทุนก็ถูกหลอก ไม่มีธุรกิจอะไรให้ผลประโยชน์มากขนาดนั้น อย่าไปเชื่อแม้แต่รายเดียว ที่จับได้วันนี้ เพราะที่ผ่านมาปล่อยปละละเลย วันนี้หนี้นอกระบบก็ทำให้ รู้ว่าสังคมต้องพึ่งอยู่ ก็ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ลดดอกเบี้ยให้ ทุกคนต้องใช้อย่างประหยัด พอเพียง ไม่ว่าเงินเดือนเท่าไร มันอยู่ได้แน่นอน ถ้าไม่ไปหมดสิ้นกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

“ขอให้ติดตามเรื่องขึ้นค่าจ้าง เบี้ยสุงอายุ ที่จะมีการประชุมร่วมกันสามฝ่าย จากรัฐบาล

Share Button

กมธ.กีฬาฯพอใจปฎิรูปเร็ว สร้างการรับรู้ชายแดนใต้ไม่ใช่พื้นที่อันตราย

S__14917636

เมื่อวันที่ 1 พ.ค.เวลา 11.30 น.ที่รัฐสภา พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนาธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)แถลงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนประเทศด้านกีฬา ซึ่งในส่วนของอนุกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปฏิรูปเร็ว(QuickWin ) ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมตามแผนเสร็จสิ้นแล้วใน 8โครงการ คือ ด้านวัฒนธรรม 2 โครงการ ได้แก่ โครงการชุมชนสัมพันธ์ โครงการเยาวชนไทยใต้ฟ้าเดียวกัน ด้านกีฬา 6 โครงการ เช่น กีฬาวอลเลย์บอล แบดมินตัน ฟุตบอล เป็นต้น ซึ่งความสำเร็จของโครงการปฏิรูปเร็วใน 3 ประการ คือ 1.เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่มีความต่างด้านเชื้อชาติ ศาสนาได้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยใช้กีฬาเป็นสื่อ 2.มีการสร้างความสัมพันธ์ ความรู้สึกที่ดีต่อกัน ระหว่านักกีฬา ผู้ฝึกสอน กับเด็กและเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเด็กและเยาวชนมีความชื่นชอบในตัวนักกีฬาอยู่แล้ว จะเป็นแรงใจ แรงเชียร์และติดตามการแข่งขันของนักกีฬาต่อไป3.เป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรับถึงผลงานและความต้องการด้านกีฬาของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้และรับรู้ว่าไม่เป็นพื้นที่อันตราย สามารถเข้ามาจัดกิจกรรมได้อย่างปลอดภัย

พล.อ.จิระ กล่าวอีกว่า ส่วนกิจกรรมที่เหลือ จำนวน 2 โครงการ คณะอนุกมธ.มีแผนในการดำเนินงาน ดังนี้ 1.การสนับสนุนการแข่งขันกีฬาท้องถิ่น(ปันจักสีลัต)ในระหว่างวันที่ 18-21พ.ค.นี้ที่อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส 2.การสร้างโอกาสทางกีฬาให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับบาดเจ็บและพิการ(สานฝันฮีโร่)ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะดำเนินการเดือนมิ.ย.นี้
ด้าน นายชาญวิทย์ ผลชีวิน ผู้ช่วยโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนาธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) คนที่ 1 แถลงถึงความคืบหน้าในการทำงานด้านการปฎิรูปของคณะอนุกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ซึ่งมีจำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1.การจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ ขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 8 ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.นโยบายการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ….. เสร็จแล้วและอยู่ในขั้นตอนการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากกฎหมายอย่างรอบด้าน และเป็นไปตามมาตรา 77 วรรคสองของรัฐธรรมนูญปี 60 เรื่องที่ 2.การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็น “มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ” ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 8 เรื่องที่ 3.การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ในขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้เสนอเรื่องการจัดตั้ง “สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย” เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 6 ซึ่งมีพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายรัฐมนตรี เป็นประธาน และถ้าคณะดังกล่าวเห็นชอบก็จะได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป และหากครม.เห็นชอบให้การอนุมัติก็สามารถจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย โดยคาดว่า 3 เรื่องแรกรัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนให้เสร็จได้ภายในปี 60

นายชาญวิทย์ กล่าวต่อว่า ส่วน 4.เรื่องการแยกภารกิจงานด้านกีฬาออกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามาจัดตั้งเป็น “กระทรวงการกีฬา” ขณะนี้อนุกมธ.ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายงาน ซึ่งในภารกิจดังกล่าวอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ถ้ารัฐบาลชุดหน้าเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็สามารถทำได้เลยในช่วง 5 ปีแรกของการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ

Share Button