Monthly Archives: มิถุนายน 2017

คณะกรรมการโครงการเสียงปฏิรูปประเทศ สปท.เดินทางลงพื้นที่ไปศึกษา” วิถีชีวิต.. คนอยู่กับป่า..การจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ห้วยปลาหลด

19511319_1863155614007508_8529657319247443212_n
Share Button

“บิ๊กตู่”เตรียมรับมอบงานสปท.ก่อนหมดวาระ31ก.ค.นี้ ด้าน“คำนูณ”เผย17สปท.ทิ้งเกาอี้ตามรธน.90วัน

20-6-2560 13-17-23

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(วิปสปท.) แถลงผลการประชุมว่า ทางสปท.จะจัดงานการส่งมอบงานของสปท.ให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 31 ก.ค.เวลา 10.00 น.ที่ห้องประชุมรัฐสภา โดยได้รับการติดต่อประสานงานจากเลขาธิการนายกฯว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงงบแห่งชาติ (คสช.)จะเดินทางมาพบสมาชิกสปท.เพื่อขอบคุณที่ทุกคนได้ร่วมกันทำงานอย่างแข็งขันตลอดระยะเวลา 1 ปี 9 เดือน โดยนายกฯจะได้รับมอบงานและรับฟังรายงานสรุปผลการดำเนินงานของสปท.จากประธานสปท.และกล่าวปาฐกถาต่อสมาชิกสปท. โดยในวันดังกล่าวจะเชิญหัวหน้าส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อนายกฯ ปลัดกระทรวง หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าประธานและรองประธานสนช. มาร่วมงานด้วย และหลังจากนั้นนายกฯจะร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผู้ร่วมงานด้วย
นายคำนูณ กล่าวต่อว่า สำหรับรายชื่อสมาชิกสปท.ที่ได้ลาออก หรือถึงแก่อนิจกรรมที่ผ่านมามีจำนวน 22 คน แต่คนที่ทำตามรัฐธรรมนูญที่ต้องลาออกภายใน 90 วันมี 17 คน อาทิ นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ นายธงชัย ลืออดุลย์ นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ นายเกรียงยศ สุดลาภา นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ นายชัย ชิดชอบ นายสมพงษ์ สระกวี นายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ โดยจะมีผลในวันที่ 1 ก.ค. และนายสุชน ชาลีเครือ มีผลพ้นจากตำแหน่งวันที่ 4 ก.ค.

Share Button

กมธ.สปท.วิทย์ฯจัดสัมมนา “การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน”ด้าน “ประจิน”เผย รบ.มุ่งสร้างกำลังคนพัฒนาสู่การแข่งขันระดับโลก

S__16097320

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. เวลา 09.00 น. ที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง
“การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน” โดยมีนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร
ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเป็นผู้กล่าวรายงาน โดยวัตถุประสงค์ของ
การจัดสัมมนาในครั้งนี้เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจร่วมกันพร้อมทั้งกระตุ้นให้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน และระดม
ความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายและทิศทางอันจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า จากนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ โดยมุ่งทิศทางของประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 นั้น ในขณะนี้เราสามารถที่จะรองรับการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ได้มากน้อยเพียงใดต่อการก้าวไปสู่
การแข่งขันต่ออาเซียนและทั่วโลก สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ
คนและเทคโนโลยีในปัจจุบันเรามีคนมากแต่ไม่ตรงสายงาน หรือเรามีคนตรงสายงานแต่ไม่มีคุณภาพ เพราะฉะนั้น เราต้องสร้างการตระหนักรู้ให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ตนมีความคาดหวังว่าจะมีผู้ที่จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือร่วมใจและทุ่มเทในการเดินหน้าพัฒนากำลังคนในด้านนี้ให้มีความเชี่ยวชาญเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

จากนั้น นายประยูร เชี่ยววัฒนา กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และประธานคณะทำงานศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีไปสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน บรรยายเรื่องรายงานผลการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน

ต่อมาเป็นการอภิปรายเรื่อง “แนวทางแก้ปัญหากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ประเทศไทย 4.0” โดยนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร นายกสภาสถาบัน
วิทยสิริเมธี และประธานกรรมการบริหารโรงเรียน
กำเนิดวิทย์ นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รองศาสตราจารย์คมสัน
มาลีสี คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ
ประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางอรสา ภาววิมล ผู้ช่วย
เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษารักษาราชการแทน รองเลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา และนายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ รองประธาน และผู้จัดการทั่วไป
ฝ่ายปฏิบัติการฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ประเทศไทย บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์เปอเรชั่น ดำเนินการอภิปรายโดย
รองศาสตราจารย์ ปริทรรศน์ พันธุบรรยงก์ เลขานุการคณะทำงานศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน และผู้บริหารประจำสำนักงานศึกษาและพัฒนาโครงการพิเศษ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

หลังจากเสร็จสิ้น การอภิปรายแล้ว นายประยูร เชี่ยววัฒนา กรรมาธิการฯ และประธานคณะทำงานฯ
ได้กล่าวสรุปผลการสัมมนาและกล่าวปิดสัมมนาว่า การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ประเทศไทยที่ยั่งยืนนั้น ภาครัฐและภาคเอกชน
จะต้องมีบทบาทสำคัญและต้องมีความชัดเจนใน
การผลักดันสิ่งเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง อีกทั้ง
ต้องตระหนักว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ พวกเราต้องร่วมกันแก้ไข และต้องเปลี่ยนความคิดค่านิยมและสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ให้มองว่าการเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ง่าย หากบุคลากรมีความพร้อมและเพียงพอ เชื่อว่าประเทศไทยจะมีความพร้อมในการเดินหน้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

Share Button

“อลงกรณ์”มั่นใจ 2 ปีของการปฏิรูป มีทิศทางดีขึ้น ย้ำ คนไทยต้องเลิกดูถูกกันเอง ปรับแนวคิด เดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป

S__16097327

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. เวลา 08.00 น.ที่โรงแรมเซ็นทรา
ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ นายอลงกรณ์ พลบุตร
รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่ 1 เป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาพัฒนาศักยภาพ
ผู้นำการปฏิรูป (Reform Leader) และบรรยายสรุป หัวข้อ “ภาพรวมของการปฏิรูปประเทศของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” โดยมีพลเอก ชูศักดิ์
เมฆสุวรรณ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป
ประเทศ กล่าวรายงาน โดย นายอลงกรณ์ ได้กล่าวถึงภาพรวมของการปฏิรูปประเทศว่า ตลอดระยะเวลา ๒ ปีของการปฏิรูปประเทศ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลง
ไปในทิศทางที่ดีขึ้น มีความเข้มแข็งและแข็งแรงขึ้น ศักยภาพการแข่งขันของประเทศในหลายๆ ด้านดีขึ้น
ได้รับการจัดอันดับจากหลายสถาบันชั้นนำของโลกที่ดีขึ้นไม่ว่าจะเป็นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2559 ดีขึ้น เพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิค ศักยภาพการแข่งขันปี 2559 ดีขึ้น
แซงประเทศเกาหลีใต้เป็นครั้งแรก สถิติการค้าระหว่างประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้น ข้อบ่งชี้เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า
ประเทศไทยยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคิด และการปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน

“วันนี้เราทุกคนต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด เลิกดูถูกดูแคลนประเทศ ร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ เพื่อนำพาประเทศก้าวไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศรายได้สูง” นายอลงกรณ์ กล่าว
นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า การปฏิรูปประเทศถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหาของประเทศไทยในทุกด้าน
อย่างยั่งยืนองค์ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ
ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และผู้ที่จะทำหน้าที่ในการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูป
ประเทศก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน ทั้งเครือข่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน
สมาคม องค์กร ชมรม หน่วยงานอิสระต่าง ๆ ที่มี
อยู่ทั่วประเทศ มีส่วนสำคัญที่จะเป็นตัวแทนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อไป

จากนั้นเป็นการบรรยายหัวข้อ “แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ” และ “ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 60 ปี และประเด็นการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา
257 – 258” โดยพลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ สมาชิก
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และในภาคบ่าย
เป็นการจัดกิจกรรมองค์กรเครือข่าย โดยแบ่งกลุ่ม
ย่อยจำนวน 5 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 เรื่อง กลไกภาครัฐ กลุ่มที่ 2 เรื่อง เครื่องมือพัฒนาฐานราก กลุ่มที่ 3 เรื่อง เศรษฐกิจอนาคต กลุ่มที่ 4 เรื่อง คน และกลุ่มที่ 5 เรื่อง โครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับการจัดสัมมนาดังกล่าวคณะกรรมการบริหาร
เครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจกับผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบด้วย
ตัวแทนองค์กรเครือข่ายเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน 71 องค์กร Mr.Reformจากกระทรวงต่าง ๆ จำนวน 20 กระทรวง รวมทั้งจากสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานอื่นตัวแทนจากคณะกรรมาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสื่อมวลชนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและ
หาแนวทางในการร่วมมือขององค์กรเครือข่ายและ
ภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพผู้เข้าร่วมสัมมนาให้เกิดภาวะผู้นำ และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างสรรค์
ประเทศ รวมทั้งการประสานความร่วมมือกันเป็นเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้สมกับการเป็น
ผู้นำการปฏิรูป

Share Button

นายกฯ พอใจการแก้ปัญหาการบินพลเรือน กำชับคมนาคมเร่งรัดงานตามแผนรองรับการตรวจสอบของ ICAO ก.ย.นี้ ยืนยันรัฐบาลทำงานทุกขั้นตอนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการบินไทย

4761_4077_image

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน หลังได้รับรายงานว่า นับตั้งแต่ที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กทพ.) เริ่มตรวจสอบมาตรฐานเพื่อออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ให้แก่สายการบิน เมื่อวันที่ 12 ก.ย.59 ขณะนี้มีสายการบินที่ได้ใบรับรองแล้ว 6 สายการบิน คือ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชีย การบินไทย นกสกู๊ต ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ และนกแอร์

“สายการบินของไทยทั้งหมดที่ได้รับใบรับรองไปแล้ว มีเส้นทางการบินระหว่างประเทศรวมประมาณร้อยละ 80 จากเส้นทางการบินระหว่างประเทศทั้งหมดของสายการบินสัญชาติไทย และภายในเดือน ก.ย.60 คาดว่าจะออกใบรับรองได้รวม 12 สายการบิน ส่วนที่เหลืออื่น ๆ ทั้งหมดจะตรวจให้แล้วเสร็จภายใน ม.ค.61 ซึ่งการตรวจและออกใบรับรองดังกล่าวเป็นเงื่อนไขสำคัญในการขอปลดล็อกธงแดงตามหลักเกณฑ์ของ ICAO ที่ไทยได้ดำเนินการควบคู่ไปกับการแก้ไขข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย (SSC) จำนวน 33 ข้อ”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับกระทรวงคมนาคมให้พยายามดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะการยื่นเรื่องไปยัง ICAO ภายใน 30 มิ.ย.60 เพื่อให้ ICAO สามารถเข้ามาตรวจสอบตามที่ไทยร้องขอได้ในเดือน ก.ย.60 ซึ่งที่ผ่านมา กทพ. ได้แก้ไขข้อบกพร่อง SSC 33 ข้อ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนการทำงาน คู่มือ Checklist แบบฟอร์มสำคัญ จัดการอบรมที่เหมาะสมให้กับพนักงานและผู้เชี่ยวชาญ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักรมาร่วมช่วยตรวจสอบในขั้นตอนต่าง ๆ จนถึงขณะนี้มีความก้าวหน้าเกือบครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ.การบินพลเรือน พ.ศ. …ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวด้านการบินของประเทศ หลังจากที่ไม่เคยมีการปรับปรุงมาเลยตั้งแต่ปี 2497 หรือกว่า 60 ปีแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. รวมทั้งยังได้ปฏิรูปองค์กรด้านการบินใหม่ด้วยการตั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและกรมท่าอากาศยาน เพื่อแยกอำนาจควบคุมและบริหารจัดการออกจากกัน เพื่อนำไปสู่การปลดล็อกธงแดงในที่สุด

“ICAO ชื่นชมความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนของไทย โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อกำหนดของ ICAO อย่างครบถ้วนเต็มที่ เพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จโดยเร็วและสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการบินไทย เพราะรัฐบาลคำนึงว่า ทุกชีวิตมีค่า ความปลอดภัยของผู้ใช้บริการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด”

Share Button

“อลงกรณ์” ชี้ 4 กับดักบ่อนทำลายประชาธิปไตย เชื่อมั่นการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติคือก้าวใหม่ของประเทศ

8-5-2560 8-56-08

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่งกล่าวว่า นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย.2475 การพัฒนาการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยังไม่เกิดขึ้นเพราะติดกับดัก 4 ประการ 1. การคอร์รัปชั่นแบบ3ประสานระหว่างนักการเมือง-เจ้าหน้าที่รัฐ-พ่อค้านักธุรกิจ 2. การเลือกตั้งทุจริตทั้งระดับชาติและท้องถิ่น 3. การบังคับใข้กฎหมายไม่มีมาตรฐาน 4. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดวงจรอุบาทก์บั่นทอนการพัฒนาประชาธิปไตยตลอด85ปีที่ผ่านมาจนเป็นต้นเหตุการเกิดรัฐประหารถึง13ครั้งมีรธน.20 ฉบับมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยเฉพาะ10ปีก่อนการยึดอำนาจ22พ.ค.2557ระบอบประชาธิปไตยเสื่อมถอยถึงที่สุดจากการใช้อำนาจฉ้อฉลโกงกินทุกระดับแสวงอำนาจและผลประโยชน์เกินขอบเขตแบ่งแยกประชาชนเป็นฝักฝ่ายใช้กำลังประหัตประหารกันก่อวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่าจนบ้านเมืองเกือบล่มสลายเปรียบ
เสมือนทษวรรษที่สูญหายที่ทุกฝ่ายควรถือเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยอันขมขื่นย้อนคืนกลับมาอีก
นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า การปฏิรูปที่ต้นเหตุของปัญหาอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติที่ได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยจึงเป็นก้าวใหม่ของประเทศที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตยของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

Share Button

ประธาน USABC และนักธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เพื่อมุ่งสู่ Thailand 4.0 ของไทย

S__15900712

วันนี้ (22 มิ.ย. 2560) เวลา 14.00 น. คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (U.S. – ASEAN Business Council: USABC) เข้าเยี่ยมคารวะพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญการหารือดังนี้

คณะรัฐมนตรีที่เข้าร่วมการหารือ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับคณะนักธุรกิจ USABC โดยปีนี้เป็นปีที่ 12 ในการก่อตั้งสำนักงาน USABC ที่กรุงเทพฯ พร้อมแสดงความขอบคุณที่ USABC นำคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ เดินทางเยือนไทยอย่างสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความสำคัญที่ USABC มีให้กับประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาคเอเชีย เพื่อขยายความร่วมมือในการกำหนดยุทธศาสตร์ในด้านการค้าการลงทุน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ ดิจิทัล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นสาขาที่สหรัฐฯ มีความเชี่ยวชาญ อาทิ ภาคการเกษตร ยานยนต์และอากาศยาน อุตสาหกรรมการแพทย์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล จึงขอเชิญชวนให้นักธุรกิจสหรัฐฯ พิจารณาลงทุนและเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของไทย

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในทุกด้าน โดยเฉพาะการผลักดันการออกกฎหมายต่าง ๆ ในการรองรับนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าประเทศไทยมีทิศทางในการพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงเดินหน้าปฏิรูปประสิทธิภาพของภาครัฐ ให้สามารถรองรับและเอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติและการเติบโตของประเทศในอนาคต ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยได้ถูกจัดอันดับในดัชนีศักยภาพการแข่งขันของโลก ในอันดับที่ 34 จาก 138 ประเทศ และเป็นประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจในปี 2560 โดยธนาคารโลก ในอันดับที่ 46 จากอันดับทั้งหมดจาก 190 ประเทศ

โอกาสนี้ USABC แสดงความขอบคุณที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์และแนวนโยบายเศรษฐกิจไทย พร้อมให้การสนับสนุนการปฏิรูปของไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าภาคเอกชนถือเป็นส่วนสำคัญในการเดินหน้านโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงการอำนวยความสะดวกและการพัฒนาการทำเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เพื่อให้ง่ายต่อการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ โดย USABC ประสงค์ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การฝึกอบรมภาคธุรกิจ SMEs และ Start – up ของไทย รวมถึงสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประธาน USABC ยังได้กล่าวสนับสนุนประเทศไทยในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในปี 2562

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณ USABC และนักธุรกิจสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยหวังว่า USABC จะได้รับทราบและเข้าใจถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศในทุก ๆ ด้าน และยืนยันว่าไทยยังคงมีศักยภาพที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ได้อีกมาก พร้อมหวังว่าการเยือนประเทศไทยในครั้งนี้จะได้รับประโยชน์จากการหารือกับกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
***************
USABC เป็นองค์กรธุรกิจที่มีสมาชิกเป็นบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนหรือทำธุรกิจกับประเทศไทยและในอาเซียน มีบทบาทในการสนับสนุนและส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในการเยือนครั้งนี้ประกอบด้วยนักธุรกิจสหรัฐฯ และผู้บริหารจาก 33 บริษัท ในอุตสาหกรรมด้านพลังงาน/โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ อาหารและการเกษตร และการบริการทางการเงิน เป็นต้น อาทิ บริษัท AIG, Apple, Amazon, Chevron, Seagate, Eli Lily, Ford, CITI เป็นต้น

Share Button

สนช. “เอกฉันท์” ไฟเขียวกม.ทำยุทธศาสตร์ -กม.ปฏิรูป

kb757kj96kiga8decci6k

สนช. ไฟเขียวกม.ทำยุทธศาสตร์ -กม.ปฏิรูป ดันปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน พร้อม นับถอยหลังสปท.พ้นตำแหน่ง

22 มิ.ย. 2560 – ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธาน ได้มีมติเอกฉันท์ 218 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ผ่านร่างพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์แห่งขาติ พ.ศ…. ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว

โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกฯมอบหมาย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน 17 คน

ทั้งนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ขาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี เสนอความเห็นต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้นมาตรา 16 กำหนดให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อพิจารณาจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่างๆ

โดยมาตรา 28 บัญญัติให้คณะกรรมจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จากนั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ต่อมาคณะรัฐมนตรีต้องส่งให้ร่างยุทธศาสตร์ชาติให้สนช.ภายใน 30 วัน โดยสนช.ต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากคณะรัฐมนตรี และเมื่อสนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้นายกฯนำร่างยุทธศาสตร์ชาติขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากสนช.

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติ 216 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ผ่านร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ….ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีสาระสำคัญคือคือ การกำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน จำนวน 11 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการเมือง 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านกระบวนการยุติธรรม 5.ด้านการศึกษา 6.ด้านเศรษฐกิจ 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.ด้านสาธารณสุข 9.ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 10.ด้านสังคม และ 11.ด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

โดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านจะมีจำนวนไม่เกิน 13 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์ในด้านที่จะดำเนินการปฏิรูป โดยคำนึงถึงความหลากหลายของผู้มีประสบการณ์ในภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม

การจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศ มาตรา 11 บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 90 วันแล้วเสนอให้ที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการปฏิรูปทุกคณะพิจารณา

นอกจากนี้ ต้องเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาว่าร่างแผนการปฏิรูปประเทศสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างแผนการปฏิรูปประเทศก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้ตามขั้นตอนนายกรัฐมนตรีจะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีผลให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องพ้นจากตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 กำหนด

Share Button

“อลงกรณ์” ย้ำสื่อต้องปฏิรูปตัวเอง ทำหน้าที่เป็นกลาง ไม่เลือกข้าง

S__15900701

ที่สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซอยงามดูพลี กรุงเทพฯ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง เป็นประธานเปิดการสัมมนา และกล่าวปาฐกถาเรื่อง “ภาระและหน้าที่ของสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ” การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนเป็น 1 ใน 11 ด้านของการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ

โดย นายอลงกรณ์ กล่าวว่า สื่อมวลชนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ก้าวเดินต่อไปของประเทศเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติ การปฏิรูปประเทศครั้งนี้เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว สื่อมวลชนเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ ที่จะทำให้สังคมเกิดการตื่นตัว และเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ เพราะการปฏิรูปประเทศเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลข่าวสารสองทาง คือ ต้องนำข้อมูลข่าวสาร อาทิ ศักยภาพที่เข้มแข็งของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน ที่ประเทศได้รับการจัดลำดับที่ดีขึ้น ให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ และตระหนัก เพื่อจะได้มีมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อประเทศ คนไทยต้องภาคภูมิใจในประเทศ และอีกด้านคือสื่อต้องทำหน้าที่สะท้อนเสียงจากประชาชนกลับมายังภาครัฐ เพื่อให้เกิดความสมดุลและความเหมาะสมแห่งการบริหาราชการแผ่นดิน และที่สำคัญสื่อมวลชนต้องปฏิรูปตัวเอง สื่อต้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ไม่เลือกข้างปราศจากการครอบงำจากนายทุนและภาครัฐ ต้องทำงานภายใต้จรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อสังคม นำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านและครบถ้วนทุกมิติ หลีกเลี่ยงการนำเสนอด้วยถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) สื่อต้องนำเสนอข้อมูลข่าวสารในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในสังคม ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนแห่งองค์ ความรู้ และอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือ สื่อมวลชนเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างความสามัคคีปรองดอง และความสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของประเทศในขณะนี้ ทุกคนต้องร่วมมือกันปฏิรูปประเทศ เพื่อนำประเทศก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน มิใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

จากนั้น นายสันตศักดิ์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อยการปฏิรูปประเทศ บรรยายหัวข้อ การปฏิรูปประเทศด้ายการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภาคบริการ ทั้งนี้งานสัมมนาดังกล่าว จัดโดยคณะอนุกรรมการประสานงานเครือข่ายสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

Share Button