Monthly Archives: กรกฎาคม 2017

สปท. ส่งงานปฏิรูปให้นายกฯ188 เรื่อง พร้อมคุณ แม่น้ำ5สายร่วมประสานมือทำงานจนสำเร็จ

S__16851017

เมื่อเวลา 09.00 น. ได้มีพิธีส่งมอบงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยก่อนพิธีสมาชิกสปท.ทั้งหมดได้ถ่ายรูปร่วมกับนายกฯในห้องประชุมรัฐสภา เพื่อเป็นที่ระลึก โดยมีสมาชิกแม่น้ำ 5 สาย ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) คสช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อดีตประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตประธานและอดีตรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และส่วนราชการต่างๆ เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย
ต่อมา. ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท. กล่าวรายงานว่า ภารกิจสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล มี 3 เรื่อง คือ การบริหารราชการแผ่นดิน การปฏิรูป และการสร้างความสามัคคี การปฏิรูปจึงเป็นพันธกิจหลักอย่างหนึ่ง ในการแก้ปัญหาเพื่อเปลี่ยนแปลงทั้งระยะสั้น กลาง และยาว ที่มีความยั่งยืน ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก การปฏิรูปจึงเป็นงานสร้างสรรค์เชิงบวก และต้องอาศัยความร่วมมือของแม่น้ำ 5 สาย ทั้งนี้ งานปฏิรูปที่สปท.ส่งให้รัฐบาลแล้วมี จำนวน 188 เรื่อง ส่วนที่รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายเพื่อกลไกปฏิรูปประเทศ นับถึงเดือน ต.ค. 2559 จำนวน 183 ฉบับ และกำลังเร่งผลักดันอีก 104 ฉบับ ที่สำคัญในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา คสช.ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เกิดความมั่นคงทางการเมือง แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้
ประธาน สปท. กล่าวว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สปท.มีส่วนสำคัญในการให้ข้อเสนอแนะกรธ.เกี่ยวกับการปฏิรูป ปรากฎในหมวด 16 การปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ และมาตรา 261 ที่ให้วุฒิสภาติดตามเสนอแนะเร่งรัดการปฏิรูประเทศ เสนอให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ และเสนอกฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ แผนกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ เสนอประเด็นคำถามของสปท.ต่อสนช. เพื่อประกอบการพิจารณาในการเสนอคำถามที่สมควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติม และเรื่องต่างๆที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ทางกรธ.ขอความเห็นจากสปท.
สำหรับเรื่องที่นายกฯ มีดำริเสนอให้ปฏิรูป 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การจัดตั้งศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ 2.ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดแย้งกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม 3.ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินจากการทุจริตนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กำลังส่งเรื่องเข้าครม. 4.เรื่องส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม และ5.เรื่องการป้องกันการแก้ไขปัญหาและการบริหารจัดการน้ำในภาวะน้ำแล้ง
“ความสำเร็จของสปท. เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของแม่น้ำ5 สาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ รวมถึงสมาชิกสปท.ทุกคน ตลอดจนผู้บริหาร ข้าราชการรัฐสภา ที่ทุ่มเทกำลังใจและกายให้กับการปฏิรูปเสมอมา สิ่งที่ทำมานับว่าเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนเป็นอันมาก”ร.ท.ทินพันธุ์กล่าว

Share Button

องคมนตรี-นายกฯ-ครม.ร่วมทำบุญตักบาตรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวงร.10

560000007965102

องคมนตรี-นายกฯ-ครม.ร่วมทำบุญตักบาตรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวงร.10

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 28 กรกฎาคม ที่บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต คณะองคมนตรีและคู่สมรส พร้อมด้วยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคู่สมรส เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการในพระองค์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรอิสระและประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมในพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและถวายพระพรชัยมงคลถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ 28 กรกฎาคม 2560 โดยร่วมตักบาตรพระสงฆ์ 651 รูป

ในการนี้มีการอัญเชิญพระพุทธบรมมหาจักรีศรีภูมิพลมหาราช 60 พรรษา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เป็นพระประธานในพิธี

จากนั้นเวลา 08.30 น. นายกฯ และภริยา พร้อมด้วยครม.และคู่สมรสได้เข้าลงนามถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 ที่ห้องแดง ศาลาว่าการพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง

ต่อมาเวลา 09.10 น. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนคาราวานจิตอาสาตามโครงการ “เราทำ ดี ด้วย หัวใจ” ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดโครงการจิตอาสาดังกล่าวขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆและบรรเทาความเดือดร้อนแก้ปัญหาให้ประชาชนบริเวณพระลานพระราชวังดุสิต

Share Button

นายกฯ กำชับทุกจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมทำงานเชิงรุกต่อเนื่อง เน้นเข้าถึงและช่วยเหลือผู้ประสบภัยระดับครัวเรือน พร้อมทบทวนปรับปรุงการเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ แนะประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ

CiHZjUdJ5HPNXJ92GO1owDyhpdo3oNmNaB

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุเซินกาอย่างใกล้ชิด แม้ว่าขณะนี้กรมอุตุนิยมวิทยาจะแจ้งว่าปริมาณฝนจะลดลง เพราะพายุได้อ่อนกำลังลงและสลายตัวแล้ววานนี้ แต่ขอให้ทุกจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงยังคงเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และออกช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด เนื่องจากบางพื้นที่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ และน้ำเข้าท่วมในจุดสำคัญ เช่น โรงพยาบาล สนามบิน เป็นต้น

“บางพื้นที่ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายประชาชนออกมาได้ เพราะเกิดน้ำท่วมอย่างฉับพลัน เจ้าหน้าที่จะต้องทำงานเชิงรุกโดยใช้เรือท้องแบนลำเลียงอาหารและสิ่งจำเป็นที่ง่ายต่อการขนส่งและ บริโภค เป็นการชั่วคราว เช่น ข้าวเหนียว ไก่ทอด ไข่ต้ม น้ำดื่ม เข้าไปมอบให้กับผู้ประสบภัยถึงครัวเรือนระหว่างรอการอพยพไปยังสถานที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ขอให้แต่ละจังหวัดทบทวนปรับปรุงระบบการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อติดตามข้อมูลต่าง ๆ ให้เกิดความแม่นยำ และนำข้อมูลสภาพภูมิประเทศและภูมิสังคมของพื้นที่จริงไปประเมินจุดเสี่ยง และแจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะผู้นำชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน”

นายกรัฐมนตรียังได้เตือนไปยังพี่น้องประชาชน ขอให้ใช้วิจารณญานในการรับและส่งต่อข่าวสารในโลกออนไลน์ โดยให้ติดตามข่าวสารที่ถูกต้องจากทางราชการ เนื่องจากที่ผ่านมามีข่าวลือ เช่น อ่างเก็บน้ำใน จ.สกลนครแตก หรือจะมีพายุเนสาทที่รุนแรงกว่าเซินกาถึง 2 เท่า เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องไม่เป็นความจริง โดยยืนยันว่ากรณีของอ่างเก็บน้ำเป็นเพียงน้ำที่เอ่อล้นท่วมพื้นที่ท้ายอ่างบางส่วน และเจ้าหน้าที่ได้จัดการแก้ไขปัญหาแล้ว ส่วนพายุเนสาทนั้นจะเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไต้หวันในวันที่ 29 – 30 ก.ค.นี้ โดยไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

Share Button

นายกฯ ชื่นชมเจ้าหน้าที่บูรณาการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเหนือ-อีสาน พร้อมกำชับเร่งแก้ปัญหาดินถล่มปิดทับเส้นทางรถไฟ และติดป้ายเตือนจุดอันตรายในพื้นที่เสี่ยง

5D8FFB9A246741BF993CD7C955888742

นายกฯ ชื่นชมเจ้าหน้าที่บูรณาการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเหนือ-อีสาน พร้อมกำชับเร่งแก้ปัญหาดินถล่มปิดทับเส้นทางรถไฟ และติดป้ายเตือนจุดอันตรายในพื้นที่เสี่ยง

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชื่นชมเจ้าหน้าที่ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่บูรณาการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ประสบภัยน้ำท่วมจากฝนที่ตกหนักเพราะอิทธิพลของพายุเซินกา โดยขอให้มุ่งเน้นเข้าไปยังจุดที่ได้รับผลกระทบหนัก เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก เช่น ชุมชนบริเวณที่ลาดเชิงเขา ซึ่งเกิดน้ำป่าไหลหลากหรือดินถล่ม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้รับรายงานจากกระทรวงคมนาคมเกี่ยวกับเหตุดินถล่มปิดทับเส้นทางบริเวณสถานีรถไฟและอุโมงค์รถไฟหลายจุด โดยได้กำชับให้เร่งประสานการแก้ไขปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเคลื่อนย้ายดินที่ปิดทับเส้นทางออกโดยเร็ว รวมทั้งปรับเส้นทางการเดินรถ และจัดหารถประเภทอื่นเข้าไปเสริม เช่น รถ บขส. เพื่อให้บริการประชาชนที่ต้องการเดินทางในละแวกใกล้เคียงให้ได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น

“นายกฯ เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเทเต็มที่ เพราะพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนก็เป็นเหมือนญาติมิตรที่ตกทุกข์ได้ยากและต้องการความช่วยเหลือ ส่วนบริเวณที่เป็นจุดเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งบนถนนหนทางและเชิงเขา ขอให้ผู้รับผิดชอบออกตรวจทาง ติดป้ายเตือนอันตราย และติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชม. เพื่อออกปฏิบัติการเมื่อเกิดเหตุได้อย่างทันท่วงที”

Share Button

สปท.ประชุมนัดส่งท้าย”อลงกรณ์” ยันทำงานเป็นประโยชน์ คุ้มค่ากับการรัฐประหาร

9ECA43965B6C48059E8AE6E1335EFCF5

เมื่อเวลา 13.30น.ร.อ.ทินพันธุ์ นาคาตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เรียกประชุมสปท.นัดสุดท้ายก่อนอำลาตำแหน่ง โดยมีวาระสำคัญ คือ การรับรองรายงานการประชุม พร้อมกับเปิดโอกาสให้สมาชิกสปท.อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท. อภิปรายว่า ตลอด 1ปี10เดือนของการทำหน้าที่สปท.จะเป็นการวางรากฐานให้เกิดความยั่งยืนในการปฏิรูปประเทศต่อไป การรัฐประหารที่เกิดขึ้นต้องชดใช้อย่างคุ้มค่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.ย้ำมาตลอดว่าไม่ต้องการให้เกิดการรัฐประหารและการรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ขอให้เป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้าย จากนั้นกลไกการปฏิรูปประเทศจึงเกิดขึ้นด้วยความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังของรัฐบาล จนนำมาสู่พิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศและส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านการทำงานร่วมกันของแม่น้ำ 5 สายเพื่อนำไปสู่การวางรากฐานให้กับประเทศ จากนี้ไปต้องมีการสร้างความรับรู้ความเข้าใจกับทุกภาคส่วนและฝ่ายการเมือง ซึ่งยังตามการปฏิรูปประเทศไม่ทันและไม่ได้ติดตามการทำงานของพวกเรา ก็ขออโหสิกรรม

“ผมยืนยันว่าพวกเราได้ผลิตผลงานอันเป็นประโยชน์และคุ้มค่าต่อการรัฐประหารที่เกิดขึ้นและจะเป็นการขับเคลื่อนประเทศครั้งสำคัญที่วางรากฐานประชาธิปไตยที่แท้จริง ระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและเสรี ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ก็จะลดลง คุณภาพชีวิตของประชาชนก็จะดีขึ้น” นายอลงกรณ์ กล่าว

ภายหลังอภิปรายเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ร.อ.ทินพันธุ์ ได้แจ้งกำหนดการว่าในวันที่ 31 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จะมาร่วมประชุมกับสปท.เพื่อรับมอบงานจากสปท. จึงขอให้สมาชิกทุกคนมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

Share Button

นายกฯ ขออย่าเพิ่งพูดปรับครม. วันนี้ บอกทุกคนยังทำงานได้ ขออย่าเป็นกระบอกเสียงกับคนไม่ดี ยันที่ไม่ปรับไม่ใช่เอาใจเพื่อน หรือพี่

S__16621649

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีผลโพล์สนับสนุนให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีว่า “ขอร้องว่าอย่างเพิ่งพูดถึงเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าผมจะพูดเพื่อเอาใจใคร ไม่ว่าจะเอาใจเพื่อน พี่ มันไม่ใช่ วันนี้ผมอยากเรียนว่าไม่ว่าจะปรับใครเป็นคณะรัฐมนตรีมันทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะความขัดแย้งมันสูง แต่ที่รัฐบาลทำงานมากว่า 3 ปี ทุกอย่างทำด้วยคณะทำงาน โดยรัฐมนตรีเป็นคนกำหนดนโยบายลงไปติดตามขับเคลื่อนและประเมินผล คณะรัฐมนตรีเอากรอบการทำงานนี้ลงไปทำ ไม่ใช่ว่าพอเปลี่ยนรัฐมนตรีแล้ว รัฐมนตรีจะไปทำอะไรนอกเหนือจากที่รัฐบาลทำมันทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างอิสระจะไปทำโน้นนี่นั้น ตามใจตัวเองไม่คำนึงถึงกฎหมาย ไม่คำนึงถึงความชอบธรรม ไม่คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณ มันเป็นไปไม่ได้ จะยิ่งพันกันไปใหญ่ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมประเมินของผมเอง ถ้าถึงเวลาเมื่อไร ถ้าผมดูแล้วว่าสิ่งที่สั่งลงไปแล้วไม่ทำ หรือกำหนดนโยบายอะไรแล้วไม่ทำ หรือทำแล้วไม่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผมก็ค่อยปรับ แต่วันนี้ผมยืนยันว่า ทุกคนก็ยังทำงานอยู่ได้ในเวลานี้ ช่วงนี้เหลือเวลาอีก 1 ปี จะทำอย่างไรต้องดูว่าถ้าเปลี่ยนมาแล้วไม่ดีจะทำอย่างไร แล้ววันนี้ที่พวกเขาทำมาเขาทำอะไรมาแล้วบ้าง ถ้าทุกคนไม่รู้ก็ต้องปรับทุกรัฐมนตรี หากทุกคนบอกไม่รู้ว่าบางรัฐมนตรีทำงานอะไร ซึ่งความจริงรัฐมนตรีเขาทำงานมาก เพียงแต่ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจกันเอง และต้องยอมรับว่ารัฐมนตรีบางคนก็มีทั้งคนชอบ และไม่ชอบ ก็อย่าไปเป็นกระบอกเสียงให้กับคนที่ไม่ดี และไม่ชอบ เพราะมันคนละเรื่องกัน เรื่องนี้ก็ฝากให้ไปดูกันด้วย”

Share Button

“มีชัย” ยันไม่โต้แย้งร่างกม.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมวางแนวทบทวนพรป.พรรคการเมือง หากพบส.ส.ทุจริตไพรมารี่โหวตต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ไม่ต้องคำนวณคะแนนเสียงเพื่อหาสัดส่วนที่นั่ง ส.ส.ใหม่

S__16588852

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ( กรธ.) ยืนยันว่า กรธ. มีมติที่จะไม่ส่งข้อโต้แย้งเพื่อจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วม ทบทวนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเมื่อครบกำหนด 10 วัน หากไม่มีข้อโต้แย้ง นายกรัฐมนตรีก็จะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ส่วนจะมีการบังคับใช้ทันก่อนวันตัดสินคดีรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ไม่สามารถทราบได้ แต่หากยังไม่บังคับใช้ ก็สามารถใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญเพื่ออุทธรณ์คดีได้ แต่กระบวนการก็ยังไม่มีว่าจะดำเนินการอย่างไร

ส่วนร่างกฎหมายจะมีปัญหาทางรัฐธรรมนูญหลังการบังคับใช้ จนอาจนำมาสู่การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายมีชัยกล่าวว่า หากมีคนเห็นว่าขัดก็สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ส่วนปัญหาเรื่องการพิจารณาคดีลับหลังที่มีการทักท้วงกัน ศาลยุติธรรมก็ได้เสนอบัญญัติถ้อยคำเพิ่มในชั้นกรรมาธิการ ที่เพิ่มขั้นตอนให้ศาลออกหมายจับ หากภายใน 3 เดือน จำเลยไม่แสดงตน ก็สามารถดำเนินการลับหลังได้ ส่วนที่ศาลยุติธรรมยังสงวนความเห็นในเรื่องนี้ในชั้นการพิจารณา ก็เป็นความเห็นของศาลยุติธรรม แต่เมื่อผ่านการเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. แล้ว ศาลยุติธรรมก็ไม่ขัดข้อง

นายมีชัย ยังอธิบายถึงหลักการให้มีผลย้อนหลังว่า ไม่ได้มีผลย้อนหลังไปทำให้กระบวนการที่ทำมาแล้วเปลี่ยนแปลงไป ส่วนอะไรที่จะดำเนินการไปข้างหน้า ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายใหม่ แต่คดีที่ยังไม่ได้ดำเนินการฟ้อง ก็ต้องฟ้องตามกฎหมายใหม่

สำหรับการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมทบทวนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่จะมีขึ้นวันพรุ่งนี้ ประธาน กรธ. เปิดเผยว่า ได้มีการคุยกันกับกรรมาธิการในสัดส่วนของ กรธ. และ สนช. ด้วย ถึงแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเป็นการประสานให้เข้าใจให้ตรงกัน ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกัน ส่วนเนื้อหาที่มีการกำหนดโทษหากกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครเบื้องต้น หรือระบบไพรมารี่โหวตไม่ครบขั้นตอนหรือมีการทุจริต ที่สามารถให้สมาชิกพรรคแจ้งตำรวจให้ดำเนินคดีได้นั้น ก็เป็นเรื่องปกติ แต่การดำเนินคดีจะไม่กระทบต่อการเลือกตั้ง และหากผู้สมัครคนดังกล่าวได้รับเลือกตั้งแล้วสุดท้ายมีคำตัดสินว่ากระทำผิดกระบวนการไพรมารี่โหวต ก็ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ เพราะถือว่าบุคคลดังกล่าวขาดคุณสมบัติ ที่ไม่ได้ผ่านระบบไพรมารี่โหวตมา แต่จะไม่กระทบกับการคำนวณคะแนนเสียงเพื่อหาสัดส่วนที่นั่ง ส.ส.ของพรรคการเมือง เนื่องจากการทุจริตระบบไพรมารี่โหวต ไม่ได้เป็นการทุจริตการเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้นคะแนนเสียงที่ได้มาแล้วจะไม่หายไป แม้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่

นายมีชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. โดยทราบว่าทางรัฐบาลจะรอกระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมก่อน ซึ่งต้องรอดูว่าศาลจะรับคำร้องหรือไม่ แต่โดยปกติแล้วนายกรัฐมนตรีต้องรอไว้ 5 วัน ก่อนขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม แต่ปัญหาตอนนี้คือคำร้องที่ส่งไปเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งก็ต้องรอเวลาเกิน 5 วัน เพื่อรอความชัดเจน ซึ่งอาจต้องใช้เวลา แต่ศาลรัฐธรรมนูญคงจะรู้ถึงความเร่งด่วน

Share Button

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี

S__16588849

วันนี้ (24 ก.ค. 60) เวลา 10.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าเยี่ยมคารวะพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการสนทนา ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณจีนที่ได้มอบหมายให้ผู้แทนรัฐบาลจีนเดินทางไปสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อถวายความไว้อาลัย และมอบหมายให้ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีจีน เดินทางมาไทยเพื่อถวายสักการะพระบรมศพฯ
ไทยยินดีที่จีนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เจริญก้าวหน้าและมีพลวัตอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการมีบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในเวทีต่างๆ โดยในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรมมากมายทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค พร้อมย้ำว่าจีนเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว อีกทั้งจีนยังเข้าใจสถานการณ์ด้านการเมืองของไทย และเชื่อมั่นในประเทศไทย ตลอดจนให้ความสำคัญกับ การดำเนินความสัมพันธ์กับไทยอย่างต่อเนื่อง
ไทยชื่นชมจีนที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพบกับผู้นำและผู้บริหารระดับสูงของจีนหลายท่านทำให้ได้รับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปประเทศและแนวทางการพัฒนาของจีน ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับไทย
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยมุ่งมั่นส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับจีน และพร้อมกระชับความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่รอบด้าน รวมทั้งขับเคลื่อนความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห้นพ้องว่า ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน หรือยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ของจีนซึ่งเน้นเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และสินค้านวัตกรรม มีความสอดคล้องกับแนวนโยบายขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย เช่น EEC หรือ นโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งจะทำให้ EEC กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาค เป็นศูนย์กลางในการคมนาคม การสร้างนวัตกรรม และสนับสนุนการวิจัยเพื่ออนาคต และจะทำให้ไทยเป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า จีนพร้อมมีส่วนร่วมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนจีนเข้ามาลงทุนใน EEC โดยเห็นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับเศรษฐกิจของไทยในอนาคต รวมทั้งพร้อมกระชับความร่วมมืออย่างรอบด้าน โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม เช่น e-commerce Internet Finance ซึ่งจีนมีความเชี่ยวชาญและพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์กับไทย

Share Button

“บิ๊กตู่” ร่ายบทกลอนสอนหลักคิดประชารัฐ “อ้าง” ต้องการเห็นคนไทยมีหลักคิดที่ถูกต้อง ส่งทีมพีม็อกทำกราฟฟิก เผยแพร่ผ่านเวปทำเนียบฯ

tnews_1499165197_1819

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ได้มีการเผยแพร่บทกลอนใหม่ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ในเรื่องหลักคิดประชารัฐ ทั้งนี้ จากการสอบถามพล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าเขียนบทกลอนขึ้นมาเองเผื่อเพยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบ และต้องการเห็นคนไทยมีหลักคิดที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้

ทั้งนี้ แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ เขียนบทกลอนดังกล่าวขึ้นมาเมื่อ 2 วันก่อนและส่งให้ทางศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี หรือ พีม็อก (PMOC) ทำกราฟฟิก ก่อนที่จะเผยแพร่ในเวปไซด์ของทำเนียบรัฐบาล (www.thaigov.go.th)

ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมุ่งหวังที่จะเห็นคนไทยมีหลักคิดที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร และสอดคล้องกับแนวทางประชารัฐที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนร่วมกันพัฒนา ตั้งแต่การศึกษาตลาด ปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาด ไม่เพาะปลูกตามกระแส เพื่อเป้าหมายในการสร้างรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลิตให้มากขึ้น ทั้งนี้ การทำการเกษตรจะต้องไม่บุกรุกทำลายป่า เพราะจะส่งผลเสียต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะยาว โดยรัฐบาลและ คสช. มุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศก้าวไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แม้จะมีปัญหาอุปสรรคมากมายสักเพียงใดก็ตาม

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า อันที่จริงนายกรัฐมนตรีเคยพูดเรื่องราวเหล่านี้หลายครั้งหลายโอกาสแล้ว ใครที่รู้จักนำแนวทางนี้ไปใช้ก็จะพบว่าได้ประโยชน์ ส่วนใครที่ยังไม่หือไม่อือ ประโยชน์ก็คงไม่เกิดแน่ ๆ

“การพูดของนายกฯ แบบร้อยแก้วหรือเล่าสู่กันฟังทั่วไป อาจจะยังไม่น่าสนใจในความรู้สึกของใครบางคน ท่านจึงคิดที่จะใช้บทกลอนช่วยถ่ายทอดเรื่องราวแบบใหม่ เผื่อว่าคนจะหันมาใส่ใจกันบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม…เชื่อว่านักเลงกลอนทั้งหลายคงเข้าใจดีว่า การแต่งกลอนไม่ใช่ของง่าย เพราะนอกจากจะต้องมีสัมผัสนอกสัมผัสในแล้ว สิ่งที่ยากกว่าก็คือ การเรียบเรียงที่ได้เนื้อหาใจความแบบที่ต้องการจะสื่อนี่แหละ !!จึงอยากใช้โอกาสนี้ เชิญชวนประชาชน นักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ หยิบบทกลอนของนายกฯ ไปอัดคลิปอ่านทำนองเสนาะ หรือขับเสภา แชร์กันในโลกโซเชียล ซึ่งน่าจะช่วยฟื้นฟูวัฒนธรรมไทย และช่วยสร้างความเข้าใจดี ๆ จากบทกลอนของลุงตู่ได้เป็นแน่แท้ ” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

สำหรับกบอนบทใหม่ที่นายกรัฐมนตรีแต่งขึ้นมานั้นมีเนื้อหาดังนี้

หลักคิดประชารัฐ
ชวนคนไทย สร้างหลักคิด ที่ถูกต้อง มากกว่ามอง ส่วนตนให้ มหาศาลประเทศไทย ประชาชน จนยากนาน การเปลี่ยน ผ่านปฏิรูป ไม่รื่นรมย์

หากคิดทำ หรือคิดปลูก มองตลาด
จะไม่พลาด ได้ราคา ที่เหมาะสม
ไม่ปลูกตาม ปลูกมาก จากนิยม
ท้ายสุดโทรมราคาตกให้ทุกข์ใจ

มองตลาด มองต้นทุน มองวิธี
สู่วิถี ศาสตร์พระราชา เป็นเงื่อนไขความลำบาก ความยากจน หมดสิ้นไปไทยเป็นไท สู่ยั่งยืน ด้วยตนเอง

ต้องรวมตัว ประชารัฐ ให้แข็งขัน
เพื่อแบ่งปัน การตลาดให้เหมาะสม
ได้ส่วนแบ่ง จากรายใหญ่ มาชื่นชมประชาคม ประชารัฐ ช่วยกระจาย

อย่าทำกิน โดยปลูกพืช บุกรุกป่า
วันข้างหน้า ป่าไม่เหลือ จะเสียหาย
จะขาดฝน ทนทุกข์ยาก ลำบากกาย
จนวันตาย ไม่คุ้มค่า อีกต่อไป

ทำอย่างไร ปลูกพืช ไม่หลงเหลือ
รัฐจุนเจือ ค่าใช้จ่าย อสงไขย
ต้องลดทุน เหลือส่วนต่าง อย่างกำไร ใช้กลไก ประชารัฐ เข้าดูแล

รัฐบาลคสช. นั้นมุ่งหวัง อย่างเต็มที่
แม้วันนี้ มีปัญหา หลายกระแส
จะเร่งทำ เร่งแก้ไข ไม่เชือนแช
เป็นเพื่อนแท้ ประชาชน ใช่หลอกลวง

Share Button

นายกฯ ชื่นชมสตาร์ทอัพไทยคว้ารางวัลที่ 1 โมเดลธุรกิจโลก สร้างนวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา แนะรัฐ เอกชน เกษตรกร จับมือปั้นผู้ประกอบรุ่นใหม่ ปรับวิธีคิด เปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

CiHZjUdJ5HPNXJ92GO1pc7JYz9ro061dw1

นายกฯ ชื่นชมสตาร์ทอัพไทยคว้ารางวัลที่ 1 โมเดลธุรกิจโลก สร้างนวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนา แนะรัฐ เอกชน เกษตรกร จับมือปั้นผู้ประกอบรุ่นใหม่ ปรับวิธีคิด เปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชื่นชมความสำเร็จของบริษัท สยามออร์แกนิค จำกัด ธุรกิจสตาร์ทอัพไทย ที่สามารถคว้ารางวัลที่ 1 จากการประกวดโมเดลธุรกิจสตาร์ทอัพ ชีวาส เวนเจอร์ จากทั่วโลกรวม 30 ธุรกิจ ซึ่งจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา มาครองได้ โดยมุ่งหวังให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพและสร้างแรงบันดาลให้เกษตรกรหันไปปรับวิธีคิด เปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่ดีว่า

“นายกฯ ระบุว่า รัฐบาลพยายามอย่างมากที่จะกระตุ้นให้เกิดธุรกิจสตาร์ทอัพที่นำความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสร้างสรรค์เป็นผลงานหรือสินค้าและบริการออกสู่ตลาด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันจะต้องเปลี่ยนแปลงภาคการเกษตรรูปแบบเดิม เป็นเกษตรสมัยใหม่ โดยนำหลักการเดียวกับการพัฒนาสตาร์ทอัพไปปรับใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม”

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ปัจจุบันชาวนาไทยกว่า 17 ล้านคนมีต้นทุนการทำนาที่สูงมาก แต่กลับมีรายได้ต่ำ โดยมีปัญหาหลักอยู่ที่ เมล็ดพันธุ์ไม่ดี ตลาดไม่แน่นอน และผลผลิตน้อย โดยบริษัท สยามออร์แกนิค ได้ทำงานร่วมกับชาวนาไทยเพื่อปลูกข้าวอินทรีย์สายพันธุ์ใหม่ที่ปราศจากการตัดต่อพันธุกรรม (GMO) ใช้ชื่อว่า “แจ็สเบอร์รี่” สีม่วงเข้มคุณภาพดี ผลผลิตจากงานวิจัยของคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์

ส่วนปัญหาการตลาด ได้ใช้วิธีให้ราคารับซื้อจากเกษตรกรสูงกว่าข้าวหอมมะลิถึง 2 เท่า และรับประกันการรับซื้อข้าวทุกเมล็ด เพื่อจูงใจให้ชาวนามาร่วมเครือข่าย รวมทั้งยังแก้ปัญหาเรื่องผลผลิตต่ำ โดยเลือกใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพ ให้น้ำอย่างเหมาะสม และอบรมให้ความรู้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยผลผลิตทั้งหมดมุ่งเจาะตลาดบนหรือลูกค้าที่มีรายได้สูง และส่งออกเป็นหลัก พัฒนารูปลักษณ์ให้ทันสมัย ทำให้ชาวนามีรายได้ที่ดีขึ้น

“นายกฯ แนะให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร จับมือร่วมกันสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในลักษณะเดียวกับบริษัท สยามออร์แกนิค โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องพูดคุยกันเพื่อหาเจ้าภาพดำเนินการให้สำเร็จ ทั้งนี้ จากการดำเนินงานของสยามออร์แกนิคในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้ผลผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นปีละประมาณร้อยละ 40 มีเกษตรกรในเครือข่าย 600 ราย ซึ่งมีรายได้สูงกว่าเกษตรกรรายอื่น ๆ ถึง 8 เท่า โดยปี 2559 เพียงปีเดียวเกษตรกรกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 8 ล้านบาท”

Share Button