เกาะติดการปฏิรูปของรัฐบาล

นายกฯ พอใจการแก้ปัญหาการบินพลเรือน กำชับคมนาคมเร่งรัดงานตามแผนรองรับการตรวจสอบของ ICAO ก.ย.นี้ ยืนยันรัฐบาลทำงานทุกขั้นตอนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการบินไทย

4761_4077_image

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือน หลังได้รับรายงานว่า นับตั้งแต่ที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กทพ.) เริ่มตรวจสอบมาตรฐานเพื่อออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ให้แก่สายการบิน เมื่อวันที่ 12 ก.ย.59 ขณะนี้มีสายการบินที่ได้ใบรับรองแล้ว 6 สายการบิน คือ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ไทยแอร์เอเชีย การบินไทย นกสกู๊ต ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ และนกแอร์

“สายการบินของไทยทั้งหมดที่ได้รับใบรับรองไปแล้ว มีเส้นทางการบินระหว่างประเทศรวมประมาณร้อยละ 80 จากเส้นทางการบินระหว่างประเทศทั้งหมดของสายการบินสัญชาติไทย และภายในเดือน ก.ย.60 คาดว่าจะออกใบรับรองได้รวม 12 สายการบิน ส่วนที่เหลืออื่น ๆ ทั้งหมดจะตรวจให้แล้วเสร็จภายใน ม.ค.61 ซึ่งการตรวจและออกใบรับรองดังกล่าวเป็นเงื่อนไขสำคัญในการขอปลดล็อกธงแดงตามหลักเกณฑ์ของ ICAO ที่ไทยได้ดำเนินการควบคู่ไปกับการแก้ไขข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย (SSC) จำนวน 33 ข้อ”

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับกระทรวงคมนาคมให้พยายามดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะการยื่นเรื่องไปยัง ICAO ภายใน 30 มิ.ย.60 เพื่อให้ ICAO สามารถเข้ามาตรวจสอบตามที่ไทยร้องขอได้ในเดือน ก.ย.60 ซึ่งที่ผ่านมา กทพ. ได้แก้ไขข้อบกพร่อง SSC 33 ข้อ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนการทำงาน คู่มือ Checklist แบบฟอร์มสำคัญ จัดการอบรมที่เหมาะสมให้กับพนักงานและผู้เชี่ยวชาญ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักรมาร่วมช่วยตรวจสอบในขั้นตอนต่าง ๆ จนถึงขณะนี้มีความก้าวหน้าเกือบครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ.การบินพลเรือน พ.ศ. …ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวด้านการบินของประเทศ หลังจากที่ไม่เคยมีการปรับปรุงมาเลยตั้งแต่ปี 2497 หรือกว่า 60 ปีแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. รวมทั้งยังได้ปฏิรูปองค์กรด้านการบินใหม่ด้วยการตั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและกรมท่าอากาศยาน เพื่อแยกอำนาจควบคุมและบริหารจัดการออกจากกัน เพื่อนำไปสู่การปลดล็อกธงแดงในที่สุด

“ICAO ชื่นชมความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนของไทย โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อกำหนดของ ICAO อย่างครบถ้วนเต็มที่ เพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จโดยเร็วและสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการบินไทย เพราะรัฐบาลคำนึงว่า ทุกชีวิตมีค่า ความปลอดภัยของผู้ใช้บริการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด”

Share Button

ประธาน USABC และนักธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เพื่อมุ่งสู่ Thailand 4.0 ของไทย

S__15900712

วันนี้ (22 มิ.ย. 2560) เวลา 14.00 น. คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (U.S. – ASEAN Business Council: USABC) เข้าเยี่ยมคารวะพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญการหารือดังนี้

คณะรัฐมนตรีที่เข้าร่วมการหารือ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับคณะนักธุรกิจ USABC โดยปีนี้เป็นปีที่ 12 ในการก่อตั้งสำนักงาน USABC ที่กรุงเทพฯ พร้อมแสดงความขอบคุณที่ USABC นำคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ เดินทางเยือนไทยอย่างสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความสำคัญที่ USABC มีให้กับประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาคเอเชีย เพื่อขยายความร่วมมือในการกำหนดยุทธศาสตร์ในด้านการค้าการลงทุน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ ดิจิทัล และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นสาขาที่สหรัฐฯ มีความเชี่ยวชาญ อาทิ ภาคการเกษตร ยานยนต์และอากาศยาน อุตสาหกรรมการแพทย์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล จึงขอเชิญชวนให้นักธุรกิจสหรัฐฯ พิจารณาลงทุนและเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของไทย

ที่ผ่านมา รัฐบาลได้สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในทุกด้าน โดยเฉพาะการผลักดันการออกกฎหมายต่าง ๆ ในการรองรับนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าประเทศไทยมีทิศทางในการพัฒนาประเทศไปสู่ Thailand 4.0 ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงเดินหน้าปฏิรูปประสิทธิภาพของภาครัฐ ให้สามารถรองรับและเอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติและการเติบโตของประเทศในอนาคต ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน ประเทศไทยได้ถูกจัดอันดับในดัชนีศักยภาพการแข่งขันของโลก ในอันดับที่ 34 จาก 138 ประเทศ และเป็นประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจในปี 2560 โดยธนาคารโลก ในอันดับที่ 46 จากอันดับทั้งหมดจาก 190 ประเทศ

โอกาสนี้ USABC แสดงความขอบคุณที่นายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์และแนวนโยบายเศรษฐกิจไทย พร้อมให้การสนับสนุนการปฏิรูปของไทย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าภาคเอกชนถือเป็นส่วนสำคัญในการเดินหน้านโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องถึงการอำนวยความสะดวกและการพัฒนาการทำเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เพื่อให้ง่ายต่อการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ โดย USABC ประสงค์ที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การฝึกอบรมภาคธุรกิจ SMEs และ Start – up ของไทย รวมถึงสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประธาน USABC ยังได้กล่าวสนับสนุนประเทศไทยในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในปี 2562

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณ USABC และนักธุรกิจสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยหวังว่า USABC จะได้รับทราบและเข้าใจถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศในทุก ๆ ด้าน และยืนยันว่าไทยยังคงมีศักยภาพที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ได้อีกมาก พร้อมหวังว่าการเยือนประเทศไทยในครั้งนี้จะได้รับประโยชน์จากการหารือกับกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความร่วมมือทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
***************
USABC เป็นองค์กรธุรกิจที่มีสมาชิกเป็นบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนหรือทำธุรกิจกับประเทศไทยและในอาเซียน มีบทบาทในการสนับสนุนและส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในการเยือนครั้งนี้ประกอบด้วยนักธุรกิจสหรัฐฯ และผู้บริหารจาก 33 บริษัท ในอุตสาหกรรมด้านพลังงาน/โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สุขภาพและชีววิทยาศาสตร์ อาหารและการเกษตร และการบริการทางการเงิน เป็นต้น อาทิ บริษัท AIG, Apple, Amazon, Chevron, Seagate, Eli Lily, Ford, CITI เป็นต้น

Share Button

นายกฯ เปิดสัมมนาผู้ลงทุนตลาดทุนนานาชาติ ยึดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ผลักดันประเทศเดินไปข้างหน้าแบบบูรณาการ

S__15900693

เวลา 09.15 น. ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุนระดับนานาชาติ “Thailand’s Big Strategic Move” โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมงาน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้นับเป็นโอกาสดีที่ได้พบกับผู้ลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นโอกาสที่จะได้แสดงถึงทิศทางในการยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อผู้ลงทุนในตลาดทุน โดยเฉพาะกองทุนต่างชาติที่ให้ความสนใจลงทุนในประเทศไทย ขณะนี้รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เป็นแนวทางพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สร้างฐานในการพัฒนาโดยใช้โมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อก้าวไปสู่อนาคต เน้นการสร้างคุณค่า และการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การผลักดันประเทศไปข้างหน้า ไม่สามารถทำได้ด้วยการสั่งการของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว ต้องทำแบบบูรณาการไปทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ประชาสังคม ตามโครงการประชารัฐ ซึ่งยืนยันว่าทุกรัฐบาลจะต้องดำเนินการต่อไป โดยทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแบบบูรณาการ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างพื้นฐานและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยมีคณะทำงานทั้งในส่วนที่เน้นสร้างการขับเคลื่อน และการพัฒนาในเชิงโครงสร้าง มุ่งหวังให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มการจ้างงาน สร้างรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างการเจริญเติบโตทั้งภายในและภายนอกอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มีการออกกฎหมายจำนวนมากให้เป็นสากล โดยเฉพาะกฎหมายที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ สำหรับเรื่องของการชำระภาษี หรือการคุ้มครองสิทธินักลงทุนรายย่อย ปัจจุบันมีการปรับปรุงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน เพื่อรองรับการประเมินอีกครั้งในปีนี้ ขณะที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการพัฒนาด้านความเข้มแข็ง และขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคม โดยจะเห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 3.3 – 3.8 ดีขึ้นจากอัตราร้อยละ 3.2 ในปี 2559

Share Button

นายกรัฐมนตรีปาฐกถาพิเศษ การขับเคลื่อน Thailand 4.0 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอบคุณมหาวิทยาลัยผลิตคนที่มีคุณภาพ ย้ำให้ผลิตคนตามความต้องการแรงงาน พร้อมขอบคุณคนขอนแก่นตอบ 4 คำถามนายกรัฐมนตรี มากที่สุด ยืนยันไม่เลิก 30 บาทรักษาทุกโรค

S__15868061

ที่หอประชุมเอนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การขับเคลื่อน Thailand 4.0 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ตรวจค้น นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไป ที่เข้าร่วมงานอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ที่มีกลุ่มนักศึกษามาแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหาร เหมือนการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งมาตรวจเยี่ยมช่วยภัยแล้ง เมื่อปี 2557

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้พบกับนางสาวกิตติรัตน์ ชุมแก้ว นักเรียนโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ที่สอบได้คะแนนแอดมิชชั่น อันดับหนึ่งของ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังได้พบกับนักเรียนที่สอบโอเน็ต คะแนนเต็ม 100 วิชาคณิตศาสตร์ พร้อมมอบทุนการศึกษา เพื่อใช้เป็นทุนในการเล่าเรียน

ขณะที่การปาฐกถาพิเศษ ของนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชื่นชมเด็กนักเรียน ว่าเป็นคนที่สร้างชื่อเสียง และความภาคภูมิใจใ้ห้กับจังหวัด พร้อมขอบคุณมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ผลิตบุคคลากรที่มีคุณภาพให้กับประเทศ และอยากให้ทุกมหาวิทยาลัยผลิตแรงงานให้ตรงตามความต้องการประเทศ โดยอาจจะคิดหลักสูตรระยะสั้น ในการเข้ามาแก้ปัญหา และมีทางเลือกในการศึกษา

สำหรับงานวิจัย อยากให้ขับเคลื่อนสร้างมูลค่า นำไปต่อยอด และควรจะนำงานวิจัยที่อยู่ในกลุ่มงานเดียวกันมารวมกลุ่มกัน เพื่อที่รัฐบาลจะได้จัดสรรงบประมาณ ได้ตรงเป้าหมาย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

ทั้งนี้รัฐบาลเข้ามาเพื่อจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างแบบตัดเสื้อให้พอดีตัว คือการแก้ไขปัญหาให้เหมาะกับประเทศไทย โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความยากจน ที่มีผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียน 14.9 ล้านคน ทำให้รัฐบาล ต้องนำปัญหามาพิจารณาถึงเหตุที่ยังมีรายได้น้อยอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ไม่ติดกับดักเหมือนเดิม จึงอยากให้ทำสิ่งใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต สอดรับกับโลกศตวรรษที่ 21 ซึ่งก้าวจากการเปลี่ยนจากสังคมเกษตรไปสู่อุตสาหกรรม หรือ ยุค 1.0 ถึง 3.0 เป็นการนำงานวิจัยและพัฒนาไปเพิ่มมูลค่า โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นยุค 4.0 โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ชีวิตแบบมีสติ มีภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคนที่มาหลอกลวง ว่าจะมีเงิน ชิตังเมโป้งรวย เพราะไม่มีใครที่จะรวยได้ง่าย ๆ

นายกรัฐมนตรี ยังขอบคุณคนขอนแก่น ที่ตอบ 4 คำถามนายกรัฐมตรีมากที่สุดกว่าหมื่นคน และชี้แจงว่า การตั้งคำถามเพื่ออยากรับรู้ปัญหาของประชาชน ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรของการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย และอยากให้ทุกคนช่วยกันตอบ เพื่อไม่ให้ถูกนำไปบิดเบือนว่านายกรัฐมนตรีตั้งคำถามแล้วไม่มีคนตอบ เช่นเดียวกับเรื่องร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ถูกบิดเบือน ว่าจะเป็นการยกเลิกโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งไม่เป็นความจริง

นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ขออย่าไปสนใจเรื่องข่าวที่ไร้สาระ ยืนยันว่า การจับกุมมือระเบิดใช้กำลังพล หลักหมื่นในทุกกระบวนการ โดยรัฐบาลทำทุกคดีที่มีปัญหา และไม่ได้ละเลยที่จะไม่จับกุมพระ ซึ่งพยายามดำเนินการจับกุมอยู่ และนับจากนี้ จะมีคดีความที่ทยอยออกมาเรื่อยๆ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นการไล่ล่าใคร รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดในโลก จะทำสิ่งใดนึกถึงความรู้สึกของทุกคน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่ไม่พอใจแล้วทำเรื่องไม่ดีให้ประเทศเสียหาย เช่นเดียวกับพวกที่หลบนี้ไปอยู่ต่างประเทศ ดังนั้น ขอให้กลุ่มคนเหล่านี้กลับเข้ามาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม แต่ก็ไม่กลับ ยังคงพูดจาให้ร้ายประเทศ ซึ่งตนยอมไม่ได้ เพราะตนเองก็มีความรู้สึกเหมือนกัน

ท้ายสุด นายกรัฐมนตรีได้เปิดโอกาส ให้ประชาชนและนักศึกษาที่ร่วมฟังปาฐกถา ถามคำถาม ที่จะให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไข พร้อมขออย่ารังเกียจทหารและรัฐบาลชุดนี้ ขอเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคน และอยากให้ทุกคนอย่าสร้างความขัดแย้งกัน และให้รักตนเองน้อยๆ แต่รักนานๆ พร้อมรักประเทศชาติ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ทักทายและพูดคุยกับนักศึกษที่มาร่วมงาน โดยมีนักศึกษาที่ใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งนายกรัฐมนตรี พูดหยอกล้อว่า ใส่หน้ากากเหมือนกับนายวัฒนา ภุมเรศ ผู้ก่อเหตุวางระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า และถามนักศึกษาว่ารู้จักหรือไม่ แต่ไม่รู้จักก็ดีแล้ว อย่าไปรู้จักเลย

นอกจากนี้ยังมีการสอบถามนายกรัฐมนตรีถึงเรื่องเงินแป๊ะเจี๊ยของโรงเรียน นายกรัฐมนตรีตอบว่า ถ้าได้เข้ามาเรียน แล้วจ่ายเงินค่าบำรุงการศึกษา ก็ไม่มีปัญหา แต่หากจ่ายเงินก่อนเข้ามาเรียนนั้น ไม่ได้ เพราะถือเป็นการเปิดช่องให้มีการทุจริต

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินลงไปใต้หอประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก เพื่อพบกับเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กว่า 2,000 คนจากจังหวัดต่างๆทั่วภาคอีสาน ที่มารอให้การต้อนรับ โดยนายกรัฐมนตรี ได้พูดคุยกับนักเรียนอย่างเป็นกันเองและถ่ายรูปร่วมกันด้วยบรรยากาศที่คึกคัก พร้อมบอกว่า ขอให้ทุกคนตั้งใจเรียน มองเป้าหมายในชีวิตและทำให้ได้ตามความฝัน พร้อมทั้งสอบถามเด็กนักเรียนแต่ละคน ว่าเมื่อโตขึ้นอยากเป็นอะไร ซึ่งมีนักเรียนบางคนตอบว่า อยากเป็นทหาร นายกรัฐมนตรี บอกว่า อยากเป็นทหารเพราะอยากเป็นนายกฯแบบตนหรือ เป็นนายกไม่ได้เป็นกันง่ายๆ และเมื่อเข้ามาทำงานแล้วยิ่งยาก ขอทุกคนอยากเกลียดทหาร ยอมรับแม้จะมีทหารบางคนที่ไม่ดี แต่คนที่ไม่ดีก็มีในทุกอาชีพ เพียงแต่คนดีมีมากกว่า

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้เดินชมงานนิทรรศการผลงานวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยขอนแก่นโดย ขอให้เร่งปรับปรุงงานวิจัยเพื่อให้ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม การจดทะเบียน มอก. พัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์ นำผลวิจัยไปสู่การปฏิบัติได้จริง สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้และเป็นประโยชน์กับประชาชน

Share Button

พล.ต.คงชีพ ชี้ ความไว้วางใจ สู่ ‘สัญญาประชาคม’ เป็นทางออกยุติขัดแย้ง

mSQWlZdCq5b6ZLkmxrFEjxJwsrzyPpH2

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ เปิดเผย หลังการประชุมคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ครั้งที่ 4/60 เมื่อ 19 มิถุนายน 60 ณ ศาลาว่าการกลาโหม ที่ผ่านมา โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. และ รมว.กห. เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้รับทราบถึงกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองที่ผ่านมา และร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นอย่างรอบด้านต่อ “เอกสารความเห็นร่วม” ที่จัดทำขึ้นและการใช้ประโยชน์ รวมทั้ง “ร่างสัญญาประชาคม” เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน โดย พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวย้ำว่า รัฐบาลมีความจริงใจและมีเจตจำนงที่แน่วแน่ ในการสร้างความสามัคคีปรองดองในครั้งนี้ และเน้นถึงเป้าหมาย คือ การรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่ การกำหนดกรอบแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสงบและสันติสุขในอนาคต โดยประชาชนทั้งประเทศ ต้องได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง พร้อมย้ำให้ร่วมกันสร้างการรับรู้กับประชาชนและสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ ให้เกิดความสามัคคีปรองดองของคนในชาติอย่างแท้จริง

พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า ร่างสัญญาประชาคมที่ปรับแก้แล้ว จากข้อคิดเห็นของคณะกรรมการ จะสามารถเผยแพร่สู่สาธารณะ ในรูปแบบของการจัดเวทีชี้แจงต่อสาธารณะทั่วทุกภาคได้ภายใน ปลาย มิ.ย.60 โดยจะจัด 4 ครั้งในพื้นที่จังหวัด พิษณุโลก นครราชสีมา นครราชสีมา และ กทม.

พล.ต.คงชีพ กล่าวสรุปภาพรวมว่า ความขัดแย้งในสังคมไทยตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา นำมาสู่การต่อต้านคัดค้านรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศในแต่ละช่วงเวลา ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันจนลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรง ทั้งระหว่างรัฐกับประชาชน ประชาชนกับประชาชน และขยายวงกว้างไปสู่การใช้ความรุนแรง จนเกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างประมาณค่ามิได้ ซึ่งบั่นทอนศักยภาพและกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าและมั่นคงอย่างมาก

หลังจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามายุติความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงในสังคมทันที โดยใช้กฎหมายพิเศษและกำหนดมาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงทางสังคมที่เข้มข้น โดยเฉพาะการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยึดอาวุธสงครามทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สังคมสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร่วมกับการเสริมสร้างให้เกิดสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองสมานฉันท์ในหมู่ประชาชน กว่าสองปีที่ผ่านมา รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ปัญหาวิกฤตชาติและปัญหาฐานรากประเทศที่ถูกละเลย ควบคู่กับการวางรากฐานและอนาคตของประเทศ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม ขณะเดียวกันต้องบริหารขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการผดุงหลักนิติธรรมอย่างจริงจัง ด้วยกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันและกฎหมายพิเศษตามความจำเป็น ร่วมกับการขอความร่วมมือจากสังคม โดยยังให้ความสำคัญหลักกับปัญหาพื้นฐานทางสังคม ที่มีรากเหง้าความขัดแย้งมานาน เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การครอบครองทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน การกระจายอำนาจและรายได้ที่ไม่ทั่วถึงเป็นธรรม และปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น ตามผลการปฏิบัติ ที่มีเป็นข่าวปรากฏอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา

ในขณะที่ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องกันถึงความจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับและวางรากฐานประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม นายกรัฐมนตรี จึงได้ตั้งคณะกรรมการจำนวน 4 คณะ ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ 2) คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3) คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 4) คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เพื่อร่วมกันทำงานตอบสนองความต้องการของประชาชน ในการปฏิรูปขับเคลื่อนประเทศ. ตามแนวทางและเป้าหมายที่ร่วมกันกำหนด โดยไม่นำความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงกลับมาสู่สังคมอีกในอนาคต ในส่วนของ คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง มีความมั่นใจว่า โอกาสความสำเร็จของการร่วมสร้างความสามัคคีปรองดองครั้งนี้ มีมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาล มีเจตจำนงที่ชัดเจนพร้อมทั้งได้ศึกษาบทเรียนและทยอยแก้ปัญหารากเหง้าความขัดแย้งที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และเมื่อพิจารณาแล้วว่า สังคมเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นและไว้ใจกันมากขึ้น ประกอบกับอารมณ์ทางสังคมมีความสงบลง การเปิดโอกาสให้ประชาชนจากทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อทางออกและแนวทางป้องกันมิให้ความขัดแย้งกลับกลายเป็นความรุนแรงในอนาคตจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า แนวทางการสร้างความสามัคคีปรองดองที่รัฐบาลทำมา สามารถตอบสนองความคาดหวังและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งกระบวนการรับฟังและตรวจทานความคิดเห็นที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนอย่างดียิ่ง โดยข้อมูลที่ได้รับเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และมีคุณค่ายิ่ง

“เอกสารความเห็นร่วม” ได้จัดทำขึ้น ด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ตามหลักวิชาการ จากข้อมูล 2 ส่วน คือ 1) ข้อมูลการรวบรวมความเห็นร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน ที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ผ่านเวทีการรับฟังในการสร้างความสามัคคีปรองดองทั่วประเทศ ที่ผ่านการสอบทานแล้วที่ผ่านมา และ 2) ข้อมูลผลการศึกษาเกี่ยวกับการสร้างความสามัคคีปรองดองที่มีมา โดยจัดทำเป็นประเด็นความเห็นร่วมและความเห็นอื่นๆทั้ง 10 ด้านและจำแนกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ประเด็นที่คสช.และรัฐบาลได้ดำเนินการแล้วหรือกำลังดำเนินการ 2) ประเด็นที่สามารถดำเนินการได้และเกิดผลทันที 3) ประเด็นที่สามารถดำเนินการได้แต่ผลที่เกิดขึ้นอาจต้องใช้เวลา 4) ประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการและสร้างความรับรู้ เพื่อมิให้ขยายไปสู่ความขัดแย้ง และ 5) ประเด็นที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่การดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป
ข้อมูลจาก “เอกสารความเห็นร่วม” จะถูกเสนอไปยังคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตาม กรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อใช้ประโยชน์ ทั้งด้านการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศ และการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมทั้ง เสนอให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาปฏิรูปการขับเคลื่อนประเทศ ใช้ประโยชน์ควบคู่กันไป สำหรับประเด็นที่ 4 ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการและสร้างความรับรู้ เพื่อมิให้ขยายไปสู่ความขัดแย้ง และประเด็นอื่นๆที่อ่อนไหวหรือถูกใช้เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งที่ผ่านมา จะถูกแยกไปจัดทำเป็น “สัญญาประชาคม” ต่อไป

สำหรับ “ร่างสัญญาประชาคม” ที่จัดทำขึ้นจากการสะท้อนความเห็นร่วมกันของประชาชน เป็นการกำหนดกำหนดความตกลงของการอยู่ร่วมกัน เพื่อมิให้เกิดเงื่อนไขที่สุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งที่ขยายไปสู่ความรุนแรงในอนาคต ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดี ที่ประชาชนทุกคนจะได้เข้าใจและร่วมกันปฏิบัติ ด้วยสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุขต่อไป

ทั้งนี้ แนวทางดำเนินการสร้างความสามัคคีปรองดองให้บรรลุความสำเร็จเป็นรูปธรรม จากสัญญาประชาคมที่จะเกิดขึ้นนี้ จะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ จากความเชื่อมั่นและไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งการมีส่วนร่วมและความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ในทุกมิติ ไม่เน้นเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต่อการมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน คือ “ผลประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงและมีส่วนร่วมของประชาชน การมีจิตสำนึกในการยอมรับกฎกติกา และเคารพกฎหมายต่างๆ รวมไปถึงการสร้างความเท่าเทียมกันในทุกด้าน ทั้งกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม การศึกษาและการเข้าถึงบริการภาครัฐ ตลอดจนบรรยากาศของความสมานฉันท์ ความเป็นพี่เป็นน้อง การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน รวมทั้งความโปร่งใสในทุกกระบวนการ ซึ่งจัดเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะทำให้ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

Share Button

“บิ๊กตู่” เตรียมบินลงพื้นที่ “ขอนแก่น” ปาฐกถา“การขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” แจกงบหนุนธ.โคนม-ยางพารา

20-6-2560 13-17-23

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีกำหนดลงพื้นที่จ.ขอนแก่นเพื่อปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และตรวจราชการด้านการพัฒนาการเกษตร โดยในเวลา 07.00 น.นายกฯพร้อมคณะจะเดินทางออกจากฝูงเครื่องบินกองการบินศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบกไปยังท่าอากาศยานขอนแก่นโดยเครื่องบิน Embraer บ.ท.135 โดยทันทีที่ถึงท่าอากาศยานขอนแก่นนายกฯพร้อมคณะจะเดินทางโดยขบวนรถยนต์ไปยังศูนย์อเนกประสงค์กาญจนภิเษก มหาวิยาลัยขอนแก่น โดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะกล่าวต้อนรับพร้อมแนะนำผลงานวิจัยเด่นของมหาวิทยาลัย และปาฐกถาเรื่อง “การขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” เน้นด้านเกษตรและอาหาร ผลงานวิจัยด้านสุขภาพ ด้านวัสดุและพลังงานในอนาคต ผลการวิจัยด้านการศึกษา ผลงานวิจัยด้าน Bio economy ผลงานวิจัยด้านนวัตกรรมไอซีทีการดำเนินโครงการ Smart City เป็นต้น
จากนั้นเวลา 14.30 น. นายกฯพร้อมคณะจะเดินทางไปที่สหกรณ์โคนมขอนแก่นที่บ้านซำจาน ต.บ้านค้อ อ.เมืองขอนแก่นเพื่อติดตามผลงานของรัฐบาล โดยนายกฯ จะมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4 – 01) จำนวน 5 แปลง และมอบโรงรวบรวมผลิตน้ำนมดิบและโรงผสมอาหารสัตว์ให้กับสหกรณ์โคนม ขอนแก่น จำกัด พร้อมกันนี้นายกฯ จะมอบงบประมาณสนับสนุนโครงการธนาคารโคนมทดแทน และมอบเงินสนับสนุนโครงการยางพาราในหน่วยงานภาครัฐพื้นปูพื้นโรงเรือนโคนม

อย่างไรก็ตามการลงพื้นที่ครั้งนี้นายกฯจะกล่าวปราศรัยพบปะกับประชาชนที่มาให้การต้อนรับ จำนวน 1,200 คน พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการประกอบด้วย ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร ผลงาน Young Smart Farmer การบริหารจัดการน้ำการ Zoning by Agri – map และการทำเกษตรแปลงใหญ่ ดูโครงการผักปลอดสารพิษ รวมทั้งชมการจัดตั้งบริษัทประชารัฐสามัคคีขอนแก่น จากนั้นเวลาประมาณ 16.10 น. นายกฯ พร้อมคณะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.ขอนแก่นถือเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนมาแสดงความคิดเห็นต่อตอบคำถาม 4 ข้อของนายกฯมากที่สุดในประเทศ และถือเป็นพื้นที่คนเสื้อแดง โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 ในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมช่วยภัยแล้งที่จ.ขอนแก่น ซึ่งขณะที่นายกฯกล่าวถึงการดำเนินงานของรัฐบาลอยู่บนเวที ปรากฏมีนักศึกษากลุ่มดาวดินบุกหน้าเวทีโชว์เสื้อต่อต้านรัฐประหารพร้อมชูสามนิ้ว ท่ามกลางความมึนงงของนายกฯและทีมรปภ. แต่นายกฯได้กล่าวขึ้นว่านึกว่ามาเต้นกระตั้วแทงเสือโชว์
รายงานข่าวจากพื้นที่ขอนแก่นแจ้งว่าจากการประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มดาวดินปัจจุบันได้ลดบทบาทการเคลื่อนไหวการเมืองลง คงเหลือแต่การเคลื่อนได้สิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชน แต่ก็ประมาทไม่ได้ อาจมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มดาวดินร่วมกับเครือข่ายมวลชนกลุ่มต่างๆ ที่ต่อต้านรัฐบาลทหาร ใช้โอกาสนี้ออกมาเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันใส่เสื้อ ติดป้ายผ้า และการใช้สื่อออนไลน์ นอกจากนี้ยังต้องจับตากลุ่มเครือข่ายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่อยู่ระหว่างการจัดทำประชาพิจารณ์ร่างกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากมีกลุ่มเครือข่ายเห็นว่าประชาชนจะถูกลิดรอนสิทธิจากการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวต่อต้านการทำประชาพิจารณ์ทั้งในพื้นที่ภาคใต้ ภาคเหนือและที่จ.ขอนแก่นต้องจับตาการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ภายใต้ชื่อกลุ่มขบวนการอีสานใหม่ อีกทั้งยังมีกลุ่มผลกระทบสิ่งแวดล้อมและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง
อย่างไรก็ตามฝ่ายการข่าวรัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ และต้องเฝ้าระวังจับตากลุ่มแนวร่วมนักศึกษากลุ่มดาวดินที่เป็นสมาชิกรุ่นใหม่ กลุ่มคัดค้านหลักประกันสุขภาพฯ เพราะแกนนำที่มาเคลื่อนไหวส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มดาวดิน

Share Button

นายกฯ กำชับเจ้าหน้าที่รัฐยึดมั่นความสุจริตโปร่งใส หลัง IMD เลื่อนอันดับขีดความสามารถไทยดีขึ้น แนะประชาชนปรับแนวคิดเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้นได้เริ่มที่ตัวเอง

PNPOL600611001000501_11062017_101426

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับไปยังเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหน่วยให้ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งความพยายามของรัฐบาลทั้งการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อันดับความโปร่งใสของไทยจากการประเมินขององค์กรต่าง ๆ ดีขึ้น เช่น World Justice Project (WJP) International Country Risk Guide (ICRG) รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ IMD เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

“คะแนนการประเมินของแต่ละองค์กรมาจากทั้งสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการและมุมมองของคนทั่วไปโดยเฉพาะนักธุรกิจที่ต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จ เช่น การออกกฎหมายจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริต การลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทุจริตอย่างเด็ดขาด การป้องกันไม่ให้มีการให้หรือรับสินบน การลงนามสัญญาคุณธรรมในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เป็นต้น

ท่านนายกฯ ได้เน้นย้ำว่าทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเป็นหูเป็นตา ไม่ปล่อยให้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาในสังคม โดยยกตัวอย่างกรณีของ ผวจ.กาฬสินธุ์ และข้าราชการในจังหวัดที่ไม่เพิกเฉยต่อข้อร้องเรียนการทุจริตเรียกเงินช่วยเหลือการสอบวินัยของผู้บริหารท้องถิ่น และได้วางแผนจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ในขณะที่กำลังรับเงินจากผู้เสียหายบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เพื่อส่งตัวไปดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย”

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า สังคมมีความคาดหวังอย่างมากว่า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้น จึงอยากให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานเพื่อบ้านเมืองและประชาชนไม่ใช่เพื่อพวกพ้องหรือผู้มีอำนาจ และจะต้องแก้ปัญหาของประเทศที่ต้นเหตุ ด้วยข้อเท็จจริง อย่างมีคุณธรรม

“ท่านนายกฯ อยากเห็นคนไทยปรับความคิดใหม่ว่า การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเริ่มที่ตัวเอง เช่น ต้องรู้จักแสวงหาความรู้ พัฒนาตนเอง ไม่นิ่งเฉยต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เมื่อประชาชนเข้มแข็ง ชุมชนแข็งแรง ประเทศชาติก็จะดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอความหวังจากนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียว”

Share Button

“วิทยา” บุกมท.ตาม จี้ “อนุพงษ์”เร่งวาระ กำนันเหลือ 5 ปี หลังนายกฯ ไฟเขียวสั่งผ่าน “วิษณุ-สุวิทย์”ดำเนินการตามมติสปท. แฉเลือกกำนัน-ผญ.บ ซื้อเสียงยิ่งกว่า ส.ส.

NjpUs24nCQKx5e1BabnmoyaqwqCPPFHZZC7u3NM8r1p

วันที่9 มิ.ย.กระทรวงมหาดไทย นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ด้านการเมือง และอดีตแกนนำ กปปส. เดินทางมายื่นหนังสือถึงพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ปี 2557 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน และวาระการดำรงตำแหน่งของกำนัน เหลือคราวละ 5 ปี โดยมี พล.ต.ต.ธารา ปุณศรี เลขานุการรมว.มหาดไทย เป็นตัวแทนรับหนังสือ โดยนายวิทยา กล่าวว่า ภายหลังจาก สปท. มีมติเห็นชอบในเรื่องดังกล่าว ตามข้อเสนอของกรรมาธิการด้านการเมือง โดยตนได้เป็นผู้เสนอไว้แล้วนั้น ทางสปท. ก็ได้ส่งเรื่องไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อให้ดำเนินการตามข้อเสนอ มีสาระสำคัญคือ ให้กำนันดำรงตำแหน่งครบวาระแค่ 5 ปี แต่ถ้าหากต้องการจะเป็นกำนันต่อ ก็ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกได้ โดยให้ประชาชนทั้งตำบลเป็นผู้เลือก เมื่อได้รับเลือกก็จะมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี คงเหลือแต่ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ให้ดำรงตำแหน่งไปจนถึง 60 ปี ขณะที่การประเมินผลการปฏิบัติ ก็ให้ประชาชนในตำบลหมู่บ้านนั้นๆเข้าร่วมประเมินด้วย โดยให้กระทรวงมหาดไทยไปแก้ไขระเบียบ
ทั้งนี้ หลังจากที่ สปท. ได้ส่งหนังสือไปยังท่านนายกฯ ท่านรมว.มหาดไทย และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่านนายกฯได้มีบัญชาผ่าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้มหาดไทย และคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขร่างระเบียบข้าราชการ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นประธาน ดำเนินการเร่งปฏิบัติตามข้อเสนอของ สปท. แต่ผ่านมาหลายวันแล้ว ตนจึงมาติดตาม ทางรมว.มหาดไทย ติดภารกิจ ได้มอบหมายเลขานุการรับเรื่องแทน จึงได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันระดับหนึ่ง แล้วจะนำเสนอรมว.มหาดไทยพิจารณาต่อไป
“ผมมีความประสงค์ที่จะแลกเปลี่ยนความเห็นกับพล.อ.อนุพงษ์ รมว.มหาดไทย เพราะเท่าที่รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ภายหลังวาระดังกล่าวผ่านมติสปท. 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ต่างเห็นด้วยที่จะให้กำนันมีวาระการดำรงตำแหน่งเหลือ 5 ปี นอกจากนี้ยังได้มีการสอบถามอดีต ส.ส. เกือบทุกพรรคการเมือง ก็เห็นสอดคล้องกันหมด ดังนั้นกระทรวงมหาดไทยน่าจะเร่งดำเนินการ เพราะถ้าปล่อยให้ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ยึดเอากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นคนของตัวเอง ก็เท่ากับหลงผิด เพราะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ที่ประชาชนเลือกมา ยังไงก็ขอให้ส่งคืนประชาชนที่จะเป็นผู้ตัดสินเองว่าจะเป็นต่อถึง 60 ปี หรือพอแค่ 5 ปี”
อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้ตนจะมาติดตามความคืบหน้าเป็นระยะๆ ว่ากระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการไปแล้วหรือไม่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ตนนำเสนอต่อ สปท. เมื่อผ่านมติ ไปถึงมือนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ได้ลาออกจากการเป็นสปท. แล้วมาติดตามเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว ถือว่า สปท. ก็บรรลุหน้าที่ ที่ผ่านมากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีวาระถึง 60 ปี มีสิ่งเกิดขึ้นรุนแรง และใกล้ตัวที่สุดทางภาคใต้ คือ การเลือกตั้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านสมัยนี้ จ่ายเงินแพงยิ่งกว่าการเลือกตั้งส.ส. บางคนหมดเงิน 4 – 5 ล้านบาท บางพื้นที่เลือกจากประชาชนไม่เกิน 1,000 คน หมดเงิน 2 – 3 ล้าน ตนคิดว่านี่คือ เชื้อร้ายของระบบการเลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อปล่อยให้เป็นอย่างนี้ หากเราไปเผชิญหน้าการเลือกตั้งภาคใต้ ก็ขายหน้า ถ้าเกิดขึ้นในภาคใต้เป็นใครก็เอาไม่อยู่ ถ้าปล่อยให้ลามแบบนี้ ถ้ายอมขายเสียงกันได้เมื่อไหร่ วันหน้าก็ขายกันตลอด ดังรั้น รัฐบาลควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลมจะดีกว่า

Share Button

216 สนช. ผ่านหลักการร่างงบปี 61 “บิ๊กตู่”ย้ำไม่คิดลงทุนการเปลี่ยนแปลงไม่เกิด

20170609prachum_snch._phicchaarnaangbpramaanraaycchaay_naayk_23

เมื่อเวลา 17.25 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ชี้แจงว่า ด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และการศึกษา หลายคนบอกว่าแย่ก็แย่จริง แต่ไม่เลวร้ายซึ่งตนรู้ทุกปัญหา วันนี้ต้องการให้ทุกคนดูในสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดีแก้ไขได้ ส่วนกระทรวงกลาโหม น่าจะพัฒนาการสร้างเรือดำน้ำเองจะได้ไม่ต้องไปซื้อเขา แต่ใครจะกล้าดำลงไปยังไม่รู้เลย ส่วนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับธกส.ตนพร้อมรับฟัง และจะแก้ปัญหาให้ รวมถึงปัญหาหน่วยงานราชการค้างค่าไฟต้องเร่งแก้ไข โดยให้ไปจ่ายภายใน 3 เดือน โดยไม่ต้องมาทวงอีก ทุกเรื่องที่สมาชิกเป็นห่วงตนรับทุกเรื่องไม่ได้โกรธใครเลย วันนี้รัฐบาลทำหลายอย่างมีคณะกรรมการขับเคลื่อน 6 คณะ ทุกคณะทำงานหมด ก่อนจะทำให้โลกสวยจะต้องทำให้อากาศปลอดโปร่งก่ท้องฟ้าแจ่มใสก่อน ดังนั้น ต้องรู้จักให้จึงจะเป็นผู้รับได้มากขึ้น ไม่มีอะไรได้มากเปล่าๆถ้าไม่ลงทุน ถ้าไม่คิดเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปสิ่งใหม่ๆก็จะไม่เกิดขึ้น ตนหวังว่าสมาชิกจะให้การสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้รัฐบาลดำเนินการใช้จ่ายงบประมาณ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จากนั้น เวลา 18.10 น. ที่ประชุมได้มีมติเอกฉันท์ 216 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง รับหลักการร่างพ.ร.บ.รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 พร้อมตั้งกมธ.วิสามัญ จำนวน 50 คน เพื่อพิจารณาต่อไป รวมเวลาการปภิปรายทั้งสิ้น 8 ชม.

Share Button