ข่าวล่าสภาขับเคลื่อนฯ

“อลงกรณ์” ชี้ 4 กับดักบ่อนทำลายประชาธิปไตย เชื่อมั่นการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติคือก้าวใหม่ของประเทศ

8-5-2560 8-56-08

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่งกล่าวว่า นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย.2475 การพัฒนาการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ยังไม่เกิดขึ้นเพราะติดกับดัก 4 ประการ 1. การคอร์รัปชั่นแบบ3ประสานระหว่างนักการเมือง-เจ้าหน้าที่รัฐ-พ่อค้านักธุรกิจ 2. การเลือกตั้งทุจริตทั้งระดับชาติและท้องถิ่น 3. การบังคับใข้กฎหมายไม่มีมาตรฐาน 4. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดวงจรอุบาทก์บั่นทอนการพัฒนาประชาธิปไตยตลอด85ปีที่ผ่านมาจนเป็นต้นเหตุการเกิดรัฐประหารถึง13ครั้งมีรธน.20 ฉบับมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยเฉพาะ10ปีก่อนการยึดอำนาจ22พ.ค.2557ระบอบประชาธิปไตยเสื่อมถอยถึงที่สุดจากการใช้อำนาจฉ้อฉลโกงกินทุกระดับแสวงอำนาจและผลประโยชน์เกินขอบเขตแบ่งแยกประชาชนเป็นฝักฝ่ายใช้กำลังประหัตประหารกันก่อวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่าจนบ้านเมืองเกือบล่มสลายเปรียบ
เสมือนทษวรรษที่สูญหายที่ทุกฝ่ายควรถือเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยอันขมขื่นย้อนคืนกลับมาอีก
นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า การปฏิรูปที่ต้นเหตุของปัญหาอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติที่ได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยจึงเป็นก้าวใหม่ของประเทศที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตยของประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

Share Button

สนช. “เอกฉันท์” ไฟเขียวกม.ทำยุทธศาสตร์ -กม.ปฏิรูป

kb757kj96kiga8decci6k

สนช. ไฟเขียวกม.ทำยุทธศาสตร์ -กม.ปฏิรูป ดันปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน พร้อม นับถอยหลังสปท.พ้นตำแหน่ง

22 มิ.ย. 2560 – ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธาน ได้มีมติเอกฉันท์ 218 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ผ่านร่างพ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์แห่งขาติ พ.ศ…. ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว

โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกฯมอบหมาย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน 17 คน

ทั้งนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ขาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี เสนอความเห็นต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาตินั้นมาตรา 16 กำหนดให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อพิจารณาจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติในด้านต่างๆ

โดยมาตรา 28 บัญญัติให้คณะกรรมจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งและส่งให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จากนั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ต่อมาคณะรัฐมนตรีต้องส่งให้ร่างยุทธศาสตร์ชาติให้สนช.ภายใน 30 วัน โดยสนช.ต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากคณะรัฐมนตรี และเมื่อสนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้นายกฯนำร่างยุทธศาสตร์ชาติขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างยุทธศาสตร์ชาติจากสนช.

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติ 216 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ผ่านร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ….ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีสาระสำคัญคือคือ การกำหนดให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน จำนวน 11 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการเมือง 2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านกระบวนการยุติธรรม 5.ด้านการศึกษา 6.ด้านเศรษฐกิจ 7.ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.ด้านสาธารณสุข 9.ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ 10.ด้านสังคม และ 11.ด้านอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

โดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านจะมีจำนวนไม่เกิน 13 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์ในด้านที่จะดำเนินการปฏิรูป โดยคำนึงถึงความหลากหลายของผู้มีประสบการณ์ในภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม

การจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศ มาตรา 11 บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 90 วันแล้วเสนอให้ที่ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการปฏิรูปทุกคณะพิจารณา

นอกจากนี้ ต้องเสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาว่าร่างแผนการปฏิรูปประเทศสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างแผนการปฏิรูปประเทศก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้ตามขั้นตอนนายกรัฐมนตรีจะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ และเมื่อร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีผลให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องพ้นจากตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 กำหนด

Share Button

“อลงกรณ์” ย้ำสื่อต้องปฏิรูปตัวเอง ทำหน้าที่เป็นกลาง ไม่เลือกข้าง

S__15900701

ที่สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซอยงามดูพลี กรุงเทพฯ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง เป็นประธานเปิดการสัมมนา และกล่าวปาฐกถาเรื่อง “ภาระและหน้าที่ของสื่อมวลชนในการปฏิรูปประเทศ” การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนเป็น 1 ใน 11 ด้านของการปฏิรูปประเทศ และยุทธศาสตร์ชาติ

โดย นายอลงกรณ์ กล่าวว่า สื่อมวลชนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ก้าวเดินต่อไปของประเทศเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติ การปฏิรูปประเทศครั้งนี้เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว สื่อมวลชนเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ ที่จะทำให้สังคมเกิดการตื่นตัว และเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ เพราะการปฏิรูปประเทศเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลข่าวสารสองทาง คือ ต้องนำข้อมูลข่าวสาร อาทิ ศักยภาพที่เข้มแข็งของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน ที่ประเทศได้รับการจัดลำดับที่ดีขึ้น ให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ และตระหนัก เพื่อจะได้มีมุมมองและทัศนคติที่ดีต่อประเทศ คนไทยต้องภาคภูมิใจในประเทศ และอีกด้านคือสื่อต้องทำหน้าที่สะท้อนเสียงจากประชาชนกลับมายังภาครัฐ เพื่อให้เกิดความสมดุลและความเหมาะสมแห่งการบริหาราชการแผ่นดิน และที่สำคัญสื่อมวลชนต้องปฏิรูปตัวเอง สื่อต้องทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ไม่เลือกข้างปราศจากการครอบงำจากนายทุนและภาครัฐ ต้องทำงานภายใต้จรรยาบรรณและความรับผิดชอบต่อสังคม นำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านและครบถ้วนทุกมิติ หลีกเลี่ยงการนำเสนอด้วยถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) สื่อต้องนำเสนอข้อมูลข่าวสารในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในสังคม ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนแห่งองค์ ความรู้ และอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือ สื่อมวลชนเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างความสามัคคีปรองดอง และความสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของประเทศในขณะนี้ ทุกคนต้องร่วมมือกันปฏิรูปประเทศ เพื่อนำประเทศก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน มิใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

จากนั้น นายสันตศักดิ์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อยการปฏิรูปประเทศ บรรยายหัวข้อ การปฏิรูปประเทศด้ายการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภาคบริการ ทั้งนี้งานสัมมนาดังกล่าว จัดโดยคณะอนุกรรมการประสานงานเครือข่ายสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

Share Button

“อลงกรณ์”ชี้ระบบไพรมารีจะสร้างพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่ดี

unnamed

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่หนึ่งกล่าววันนี้(18มิ.ย.)ว่า ระบบไพรมารี่คือการเลือกตั้งขั้นต้นผู้สมัครส.ส.โดยให้สมาชิกพรรคและสาขาพรรคมีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรคในการสรรหาผู้สมัครส.ส.อย่างเปิดกว้างเสมอภาคและโปร่งใสเพื่อสร้างความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมืองถือเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปการเมืองที่วางหลักการสำคัญนั่นคือพรรคการเมืองต้องเป็นของสมาชิกทุกคนไม่ใข่ของคนใดตระกูลใดกลุ่มใดไม่ว่ากลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอิทธิพลระดับชาติและท้องถิ่น
ส่วนที่พรรคการเมืองกังวลว่าจะทำได้ยากหรืออาจเกิดความขัดแย้งในการคัดเลือกผู้สมัครหรือทาบทามผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อหรือจะเกิดระบบเครือญาติและกลุ่มทุนครอบงำพรรคนั้น โดยความจริงสิ่งที่กังวลทั้ง4ประการคือปัญหาที่เกิดในทุกพรรคการเมืองจากอดีตถึงปัจจุบันอยู่แล้วไม่ใช่จะเกิดขึ้นเพราะระบบไพรมารี่ในทางตรงข้ามระบบไพรมารี่กลับจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง
ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนแปลงบ้างยังคิดยังทำเหมือนเดิมเสนออะไรใหม่ๆก็ไม่เอาแถมยังบิดเบือนเป็นเรื่องการเลื่อนเลือกตั้งถ้าคิดได้แค่นี้แล้วการปฏิรูปทางการเมืองจะสำเร็จได้อย่างไร
“ผมเป็นคนเสนอให้นำระบบไพรมารี่มาใช้เป็นเครื่องมือการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์สมัยเป็นรองหัวหน้าพรรคโดยทดลองระบบไพรมารี่ที่จังหวัดอยุธยาเมื่อ5ปีที่แล้วมั่นใจว่าถ้านำมาใช้จะเกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอนจึงได้เสนอให้บรรจุในแผนปฏิรูปการเมืองของสภาปฏิรูปแห่งชาติตั้งแต่ปลายปี2557สืบต่อมาจนถึงยุคของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและเห็นด้วยที่สนช.บัญญัติไว้ในพรป.พรรคการเมือง “

Share Button

ปธ.กมธ.การเมืองสปท. จวกผู้เห็นต่าง ไพรมารีโหวต ต้องการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมือง เอื้อนายทุน ผู้มีอิทธิพลคุมพรรคการเมืองต่อไปสวนทางปฏิรูปการเมือง

20-6-2560 13-06-38

วันที่ 18 มิ.ย. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)กล่าวว่า หากต้องการปฏิรูปก็ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงหากต้องการทำเพื่อประโยชน์ประชาชนและบ้านเมือง ก็ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนอย่างแท้จริงเข้าสู่การเลือกตั้ง
การปฏิรูปจึงต้องกล้าลดอำนาจคณะกรรมการบริหารพรรคและผลประโยชน์ของกลุ่มการเมือง โดยให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกในพื้นที่ต่างๆมีอำนาจและมีส่วนร่วมมากขึ้นในพรรคการเมือง ก็จะทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ไม่เป็นพรรคของนายทุนหรือกลุ่มอิทธิพล สำหรับ ไพรมารีโหวต คือ การให้ประชาชนในพื้นที่ต่างๆมีส่วนร่วมในการเลือกตัวแทนของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เข้ามาเป็นตัวแทนประชาชนในการเลือกตั้งอย่างแท้จริงระดับหนึ่งก่อน แล้วจะกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนไปทำไม
“แค่นี้ก็ยังรับกันไม่ได้ หากมีการเลือกตั้งแล้วจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลได้อย่างไร แล้วการเลือกตั้งจะได้ประโยชน์อะไร หากไม่ยอมปฏิรูปหรือไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลง ที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้นอย่างแท้จริง” ประธานกมธ. ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สปท. กล่าว

Share Button

สนช.เห็นชอบกม.พรรคการเมือง ยืนยันให้พรรคมีทุนประเดิม 1 ล้านบาท และต้องทำไพมารี่โหวตหาผู้สมัคร สส.

aaa

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณา ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่คณะกมธ.วิสามัญฯพิจารณาแล้วเสร็จ โดยมีพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญฯกล่าวชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมี 142 มาตรา แก้ไขไป 60 มาตรา ตัดออก 1 มาตรา และเพิ่มใหม่ 4 มาตรา มีเจตนารมณ์ขจัดนายทุนครอบงำพรรคการเมือง ส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของพรรค มีส่วนร่วมคัดสรรผู้สมัครทั้งส.ส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ตนยืนยันว่า พรรคการเมืองต้องถูกปฏิรูป ถ้าไม่เช่นนั้น การปฏิวัติเสียของแน่
ทั้งนี้ ในการอภิปรายของสนช.และตัวแทนของกรธ.อยู่ที่มาตรา 9 ว่าด้วยการกำหนดจำนวนเงินสำหรับเป็นทุนประเดิมของพรรคการเมือง ที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญที่ ได้แก้ไข ให้พรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่าจำนวนที่กกต.กำหนดเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งร่วมที่ผ่านมาก็ได้ โดยทุนประเดิมมาจากผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาทแต่ไม่เกินคนละ50,000บาท ต่างจากเดิมที่กรธ.กำหนดให้ต้องมีเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยมาจากผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนคนละไม่เกิน1,000บาทแต่ไม่เกินคนละ3แสนบาท
นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง กรธ.ในฐานะกมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ขอเสนอให้แก้ไขมาตรา 9 กลับไปตามที่กรธ.เสนอมาในครั้งแรก คือ การให้มีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งโดยมาจากผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนคนละไม่เกิน1,000บาทแต่ไม่เกินคนละ3แสนบาท เพราะหากบังคับใช้ตามที่เสียงข้างมากแก้ไข จะก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากตัวแทนของกกต.ได้มาชี้แจงว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายของผู้สมัครสส.จะอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่าทุนประเดิมของพรรคการเมืองจะอยู่ 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้ จะมีปัญหาตามมาว่าค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของแต่ละครั้งย่อมจะไม่เท่ากันโดยจะผันแปรไปตามที่กกต.ประกาศในแต่ละครั้ง ดังนั้น หากพรรคการเมืองไม่มีทุนประเดิมได้ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามตัวเลขค่าใช้จ่ายผู้สมัครสส.ย่อมจะก่อให้เกิดการตีความว่าพรรคการเมืองนั้นย่อมไม่อาจสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่เช่นกัน ดังนั้น จึงคิดว่าควรกลับไปใช้มาตรา 9 ตามที่กรธ.เสนอไว้ตั้งแต่ครั้งแรกเพื่อให้เกิดความแน่นอนในการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง
ด้าน พล.อ.สมเจตน์ ชี้แจงว่า ตัวเลข 1.5 ล้านบาทอ้างอิงมาจากตัวเลขค่าใช้จ่ายของผู้สมัครสส.ตามที่กกต.กำหนด ซึ่งจะผันแปรไปตามภาวะเศรษฐกิจไม่ตายตัว อย่างไรก็ตาม ยืนยันแม้ในตอนแรกพรรคการเมืองอาจไม่ต้องมีทุนประเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีทุนทรัพย์น้อยสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ แต่เมื่อดำเนินการกิจการพรรคการเมืองไปแล้ว พรรคการเมืองจะต้องมีเงินทุนประเดิม มิเช่นนั้นพรรคการเมืองจะไม่สามารถขอรับเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองได้

ภายหลังจากอภิปรายเกือบ 2 ชั่วโมง ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 109 ต่อ 95 เสียงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกมธ.วิสามัญ โดยเห็นควรแก้ไขมาตรา 9 ว่า เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000บาทแต่ไม่เกินคนละ5หมื่นบาท
นอกจากนี้ ที่ประชุุมสนช.ยังเห็นชอบกับมาตรา 35 มาตรา 47 มาตรา 48 มาตรา 49/1 และ มาตรา 49/2 ว่าด้วยการตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง หรือ ไพรมารี่โหวต โดยกำหนดให้การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.แบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจากผูู้ซึ่งได้รับเลือกจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ส่วนการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสส.แบบบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อ เพื่อส่งให้สาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดยให้คำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆและความเท่าเทียมกันระหว่างระหว่างชายและหญิงด้วย
สำหรับขั้นตอนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่กำหนดกระบวนการให้มีการประชุมสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเมื่อมีการลงคะแนนแล้วจะส่งรายชื่อผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนของแต่ละเขตเลือกตั้งให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองให้ความเห็นชอบต่อไป
อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้มีมติเอกฉันท์ 180 คะแนนเห็นชอบ ในวาระ3 โดยขั้นตอนไปจะส่งร่างพ.ร.บ.ให้กับ กรธ. และ กกต. พิจารณาว่าประเด็นที่สนช.แก้ไขสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยทั้งสองหน่วยงานจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 10 วันและส่งกลับมายังประธานสนช.อีกครั้ง

Share Button

สนช.ผ่านร่างพ.ร.บ.ประกอบรธน.ว่าด้วยผู้ตรวจฯ วาระแรก สมาชิกติงตั้งเสป็กไว้สูง หวั่นหาบุคคลมานั่งยาก ขณะที่”พรเพชร”หวั่นขัดรธฯ. ด้าน “มีชัย” หากศาลรธน.ตีความให้อยู่ต่อก็ไม่มีปัญหา ยันไม่รังเกียจใคร ต้องการปรับปรุงองค์กรอิสระ เพื่อพัฒนาบ้านเมือง

640_k5hk6j7gafd7abi6ajj6j

เมื่อเวลา 10.00 น.มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่เป็นประธาน พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน โดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ผู้ร่างคือผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนกรธ.แก้ไขสาระสำคัญเพียง 2 – 3 ประเด็น คือ 1.บทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งลักษณะผู้ตรวจการแผ่นดินทั่วโลก คือปรึกษาหารือช่วยเหลือให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติให้ถูกต้อง เที่ยงธรรม ดูแลช่วยเหลือเจ้าหน้าที่มากกว่าจับผิด 2.การเสนอแนะของผู้ตรวจฯที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มักจะไม่ปฏิบัติตามจึงไม่สามารถแก้ปัญหาของราษฎรได้ ขณะที่การให้อำนาจเบ็ดเสร็จก็จะกระทบเจ้าหน้าที่รัฐ กรธ.จึงหาทางสายกลาง กรณีที่ผู้ตรวจฯพบว่ามีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามตัวบทกฎหมายหรือกฎหมายเป็นอุปสรรค ให้ผู้ตรวจฯปรึกษาหารือกับหน่วยงานนั้นก่อน จึงแนะนำให้เขาปฏิบัติ หากเพิกเฉยจึงจะมีบทลงโทษ และ3.ให้พยายามหลีกเลี่ยงการตั้งคณะบุคคลทำงานแทนผู้ตรวจฯ
ทั้งนี้สมาชิกสนช.ได้แสดงความเป็นห่วงประเด็นการกำหนดคุณสมบัติบุคคลที่จะเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ตรวจฯไว้สูงเกินไป อาจจะหาบุคคลที่จะอาสามาเป็นกรรมการองค์กรอิสระได้ยาก และอยู่ในวงจำกัด จึงกังวลว่าจะได้ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนได้ยาก
ขณะที่ นายพรเพชร ได้ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญเขียนคุณสมบัติของผู้ตรวจฯ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ตรวจฯให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหาประกาศกำหนด หากขัดรัฐธรรมนูญจะมีช่องทางดำเนินการต่อไปอย่างไร ส่วนกรรมการ ป.ป.ช. รัฐธรรมนูญเขียนคุณสมบัติผู้ได้รับการสรรหาไว้ชัดเจน
ด้านนายมีชัย ชี้แจงว่า กรธ.ได้พิจารณาการคงอยู่ในตำแหน่งของกรรมการองค์กรอิสระไว้ 3 แนวทาง คือ 1.ตั้งใหม่ทั้งหมด 2.ให้คงไว้เฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ และ3.ให้อยู่ไปเลย ซึ่งคิดว่าสองทางเรื่องแรกจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนทางเลือกที่สามหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ กรธ.ไม่มีสิทธิส่งประเด็นข้อสงสัยไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่สนช.มีสิทธิส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ หากสนช.เห็นว่าทางเลือกที่สามใช้ได้กรธ. ก็ไม่ว่าอะไร หากศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าใช้ได้ กรธ.ก็จะใช้เป็นทางเลือกที่ 3
“ กรธ.ปรับปรุงองค์กรอิสระเป็นการพัฒนาปฏิรูปบ้านเมือง อะไรที่ต้องจบก็จบ อะไรที่อยู่ก็ต้องอยู่ ไม่ได้รังเกียจหรือไม่ให้ความเป็นธรรมใครเป็นการเฉพาะตัว ถ้าจะเดินไปข้างหน้าก็ต้องปรับปรุงแก้ไข จะกระทบบ้างเป็นบางคนแค่นั้น ส่วนการกำหนดคุณสมบัติผู้เข้ารับการสรรหาเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินไว้สูง ส่วนตัวยังเชื่อว่าเวลาสรรหาถ้าเราเปิดกว้างก็จะไม่น่ามีปัญหา ส่วนที่เขียนคุณสมบัติของผู้ตรวจฯ และกรรมการป.ป.ช.แตกต่างกันจริง เพราะหลักใหญ่ของผู้ตรวจฯ คือมีประสบการณ์ในการบริหาราชการแผ่นดิน แต่ป.ป.ช.ระบุโครงสร้างไว้ชัดเจน ก็ไม่มีอะไรที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องไปกำหนดคุณสมบัติอีก”
จากนั้น ที่ประชุมสนช.มีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ในวาระแรก ด้วยคะแนนเห็นด้วย 217 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง โดยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 19 คน กำหนดกรอบเวลาดำเนินงาน 45 วัน

Share Button

กก.ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา แถลงข่าวเรื่อง “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ”

S__15736840

เวลา 09.00 น.ณ บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 1นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการขับเคลื่อน
สืบสานศาสตร์พระราชา เป็นประธานเปิดงานแถลงข่าว เรื่อง “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา
เพื่อการปฏิรูปประเทศ”โดยมีนางสาวปิยะธิดา
ประดิษฐบาทุกา กรรมการและเลขานุการ
กล่าวรายงาน โดย ประธานกรรมการขับเคลื่อน
สืบสานศาสตร์พระราชา ได้กล่าวว่า ด้วยสำนึกใน
พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร
ที่ทรงพระราชทานองค์ความรู้ต่าง ๆ ผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 ศูนย์
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 4685
โครงการ พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และ
พระราชดำริในโอกาสต่าง ๆ ให้กับประชาชน
ชาวไทยนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต และ
แก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งศาสตร์พระราชา ถือเป็นองค์ความรู้ที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุดในการนี้ คณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนแนวทางตามพระราชดำริ และสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และได้เสนอรายงานเรื่อง“การขับเคลื่อน
สืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ”
ซึ่งจะเป็นเอกสารที่มีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่ของทฤษฎีและปรัชญา ผลการดำเนินงาน
ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อเสนอ แนวทางสำหรับสังคมไทยในทุกภาคส่วนที่จะน้อมนำศาสตร์ของพระราชาไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต การอยู่ร่วมกันในสังคม
การประกอบภารกิจ การพัฒนาประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขในอนาคตของสังคมไทยสืบต่อไป
จากนั้นประธานกรรมการ พร้อมคณะกรรมการฯ
ประกอบด้วยนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รองประธานกรรมการ และประธานอนุกรรมการกลไกการมีส่วนร่วมสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืนนายนิกร จำนง กรรมการ และประธานอนุกรรมการศึกษาปรัชญาทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา ศาสตราจารย์ดุสิต
เครืองาม กรรมการ และประธานอนุกรรมการศึกษาวิเคราะห์การบริหารโครงการเพื่อดำเนินการสืบสานศาสตร์พระราชาและจัดทำหนังสือ พลเอก นคร สุขประเสริฐ กรรมการ และประธานอนุกรรมการดำเนินการตามศาสตร์พระราชาร่วมแถลงข่าว

Share Button

“อลงกรณ์”ย้ำ เป้าหมายใหม่คือ ก้าวขึ้นไปเป็นประเทศไทย 4.0 ชี้ ประชาธิปไตยจะเติบโตไม่ได้ หากปากท้องของคนในประเทศยังไม่ดี

S__15704314

ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญฯ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง บรรยายหัวข้อ “รัฐธรรมนูญกับการพัฒนาประชาธิปไตยภายใต้บริบทยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ”ให้กับนักศึกษาหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 5
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า เป้าหมายใหม่ของประเทศไทยคือ การก้าวข้าม ก้าวขึ้น ไปเป็นประเทศไทย 4.0 เน้นการพัฒนาคน การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ (area based) เน้นการพัฒนาที่สมดุลใน 4 มิติ คือ มีความสมดุลในความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ รักษ์สิ่งแวดล้อม มีสังคมที่อยู่ดีมีสุข และเสริมสร้างภูมิปัญญามนุษย์ เน้นการต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการเติม 5 อุตสาหกรรมอนาคต

“ประชาธิปไตยจะเติบโตไม่ได้ หากปากท้องของคนในประเทศยังไม่ดี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ด้วย 6 โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม เศรษฐกิจเพื่อสังคม เศรษฐกิจผู้สูงวัย และเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ ลดการพึ่งพาเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนตลอดเวลา วันนี้เรามาออกแบบประเทศไทยกันใหม่ และขับเคลื่อนประเทศกันใหม่ ด้วยการมีรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะนำพาประเทศไปสู่เพดานบินใหม่”นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาประชาธิปไตยเป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศ และรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จึงให้ความสำคัญโดยวางหลักการและหลักเกณฑ์สอดคล้องกับแผนปฏิรูปการเมืองของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 6 ประการ คือ 1. มีนักการเมืองท่ีดีระดับชาติและระดับท้องถิ่น 2. มีระบบการเมืองและพรรคการเมืองที่ดี 3. มีการเลือกตั้งที่สุจริตเท่ียงธรรมป้องกันทุนสามานย์ และการทุจริตคอร์รัปชัน 4. มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบการใช้อานาจรัฐ 5. มีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี และ 6. มีมาตรการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง
3 ปีของยุคปฏิรูป ประเทศไทยเริ่มตั้งหลักตั้งลำประเทศได้ ประเทศมีทิศทางดีขึ้น แช็งแรงขึ้น ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น ในปี 2017 อยู่ลำดับที่ 27 จาก 63 ประเทศ แซงเกาหลีใต้ได้เป็นครั้งแรก

นายอลงกรณ์ ยังกล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 ที่มีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ มีการนำบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มาประกอบการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้น ใช้บริบททางสังคมเป็นตัวตั้งในการเขียนกฎหมาย เพื่อกำหนดกรอบและแบบแผนการบริหารจัดการประเทศ ให้ตอบโจทย์ประเทศ แก้ปัญหาที่หมักหมมสะสมมานาน แก้จุดอ่อนประเทศ วางหลักประเทศด้วยการแก้ปัญหาระยะยาว คือ การปฏิรูปประเทศ รัฐธรรมนูญเป็นมากกว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เป็นกฎหมายที่มีการวางกลไกการปฏิรูปไว้อย่างเป็นระบบและชัดเจน เพื่อให้การปฏิรูปประเทศสำเร็จเห็นผล และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการบัญญัติเรื่องยุทธศาสตร์ชาติไว้เป็นครั้งแรก รวมทั้งร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ เพื่อนำประเทศไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศไทย 4.0 ที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน มีการพัฒนาของประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ เพราะประเทศไทยยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคิด

Share Button

“อลงกรณ์” รับ ปัญหาซื้อขายตำแหน่ง บั่นทอนแผนปฏิรูปตร. พร้อมเป็นตัวกลางรับร้องเรียนผ่านไปยัง นายกฯให้จัดการเด็ดขาด

S__15704075

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)คนที่ 1 กล่าวถึงการปฏิรูปตำรวจว่า ขณะนี้คืบหน้าไปมาก แต่ยอมรับว่าปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ เป็นสิ่งที่บั่นทอนการปฏิรูปกิจการตำรวจ เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องยึดถือหลักตามระบบคุณธรรมเป็นสำคัญ ตนไม่เข้าใจเหมือนกันว่ากรณีที่นายวิทยา แก้วภารดัย อดีตสปท.ออกมาระบุว่าประเทศไทย พล.ต.ต. ใหญ่กว่า พล.ต.อ.นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องลงมาจัดการ สืบสวนสอบสวนอย่างเด็ดขาด ไม่ลูบหน้าปะจมูก เพราะหากปล่อยให้มีการซื้อขายตำแหน่ง ตำรวจก็จะหันหน้าเข้าหานายมากกว่าเข้าหาประชาชน และจะแสวงหาเงินมาทุกวิถีทางเพื่อใช้ในการไต่เต้าตามตำแหน่ง ในขณะที่ตำรวจดีๆมีความสามารถ ได้รับการประกาศเกียรติคุณกลับถูกโยกย้ายไปที่อื่น เปรียบเสมือนการลงโทษ ไม่ได้รับความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ แบบนี้ใช้ไม่ได้ การแต่งตั้งโยกย้ายจะต้องยึดหลักผลงาน ความดีเป็นสำคัญ คำว่าได้ดีเพราะพี่ให้ ไม่ควรจะมี ควรจะต้องเป็นคำว่าได้ดีเพราะผลงาน ได้ดีเพราะประชาชนให้

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อว่าการที่มีอดีตรัฐมนตรี หรือใครก็ตามมาแจ้งเบาะแสการซื้อขายตำแหน่ง ถือเป็นคุณูปการต่อการปฏิรูปตำรวจ แต่การที่ยังมีมะเร็งเนื้อร้ายในวงการตำรวจก็จะต้องมีการผ่าตัด กำจัดอย่างเด็ดขาด ที่ผ่านมา สปท.ไม่นิ่งนอนใจมีการตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจ และคณะกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อติดตามปัญหานี้ เพราะไม่ต้องการให้แผนปฏิรูปเป็นเหมือนคัมภีร์ที่วางอยู่บนหิ้ง ขอยืนยันว่าหากปฏิรูปกิจการตำรวจไม่ได้ ก็จะทำให้ไม่มีความเชื่อถือต่อการปฏิรูปประเทศ ส่งผลให้การปฏิรูปล้มเหลวตามไปด้วย ทั้งนี้เห็นว่าการจะแก้ปัญหาหาการซื้อขายตำแหน่งก็ควรสร้างระบบการคุ้มครองพยานเพื่อเอื้อให้ตำรวจชั้นผู้น้อยกล้าที่จะเข้ามาเปิดเผยความจริง เพราะการให้สินบนถือว่าผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ ดังนั้นการกันเป็นพยานสำหรับตำรวจที่หลงผิดให้มาเปิดเผยข้อมูลการทุจริตจึงถือว่ามีความเหมาะสม และหากประชาชนหรือตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม อยากกลับใจมาแจ้งข้อมูล และเบาะแสให้กับ สปท.ได้ โดยตนพร้อมที่จะเป็นตัวกลางนำเรื่องถึงนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดต่อไป

Share Button